Pituraksa on Soldierlogy : ภาวะเนติวิทย์และความอันตรายของสังคมไทย

ผศ. ดร. สุชนี กลิ่นสฤษฎิ์ สัมภาษณ์ อ. ดร. ปิตุลักษณ์ วงศ์สามัคคีธรรม เรื่องฤดูกาลตรวจเลือกทหารกองเกิน หายนะของวิธีคิดแบบเนติวิทย์ และกระแสการปฏิเสธการเกณฑ์ทหาร

สุชนี : สวัสดีค่ะ อาจารย์ปิตุลักษณ์ ดิฉันมาจากภาควิชาภาษาโบราณ มหาวิทยาลัยปิงซูค่ะ ช่วงนี้ก็เป็นฤดูของการตรวจเลือกทหารกองเกินในประเทศไทย ดิฉันซึ่งติดตามอยู่ห่างๆ ทางเหนือของเกาหลีใต้ก็ได้ติดตามข่าวนี้อย่างใกล้ชิด และได้เห็นว่าท่านอาจารย์ ดร. ปิตุลักษณ์ก็เป็นคนนึงที่ทำวิทยานิพนธ์ในเรื่องใกล้เคียงกับระบบที่ซับซ้อนของอารยธรรมมนุษย์โดยเฉพาะทหาร ดิฉันเลยอยากมาขอความรู้เป็นวิทยาทานให้คนที่ไทยได้อ่านกันน่ะค่ะ

ปิตุลักษณ์ : ยินดีครับคุณสุชนี

สุชนี : ตอนนี้ท่านอาจารย์พำนักอยู่ที่ไทยรึเปล่าคะ

ปิตุลักษณ์ : ตอนนี้ผมไม่ได้อยู่ที่ไทยครับ

สุชนี : อยู่ที่ไหนสะดวกบอกไหมคะ

ปิตุลักษณ์ : จริงๆ ผมก็ไม่ค่อยอยากบอกหรอกครับ แต่ที่ที่ผมอยู่ตอนนี้เวลาบ่ายสองอากาศกำลังดีเลยครับ เดาว่าตอนนี้ที่ไทยน่าจะประมาณ 1 ทุ่ม

สุชนี : ค่ะ เราเคารพเรื่องความเป็นส่วนตัวนะคะ แล้วสะดวกให้สัมภาษณ์ไหมคะ

ปิตุลักษณ์ : ผมพอมีเวลาว่างอยู่บ้าง สักเกือบๆ ชม อาจจะตอบคำถามได้ไม่หมด แต่ก็จะพยายามกระชับให้นะครับ

สุชนี : ค่ะ อาจารย์มองเรื่องการเกณฑ์ทหารของไทยไปทางไหนคะ หมายถึง โดยพื้นฐาน เอาแบบคนที่ไม่รู้เรื่องวิชาการพอจะเข้าใจได้อ่ะค่ะ

ปิตุลักษณ์ : แน่นอนว่าผมรู้สึกกังวลใจอยู่บ้างในช่วง 3 ถึง 4 ปีมานี้เกี่ยวกับการแสดงความรังเกียจที่จะได้รับโอกาสสำคัญในฐานะคนไทยคนนึงในการรับใช้ประเทศชาติของเด็กสมัยนี้น่ะครับ

สุชนี : ตรงนี้ดิฉันมีสองประเด็นค่ะ คือหนึ่ง อาจารย์คิดว่าความคิดของคนที่ปฏิเสธโอกาสนั้นเป็นอย่างไร และสองอาจารย์คิดว่าที่จริงแล้วมันควรจะเป็นอย่างไร

ปิตุลักษณ์ : ประเด็น …

สุชนี : เพราะในเรื่องของความคิดเนี่ยมันมีที่มาที่ไป หรือที่เรียกกันว่าโบราณคดีของความคิด ซึ่งแนะนำโดย Michel

ปิตุลักษณ์ : Foucault

สุชนี : Obama และสิ่งที่ควรจะเป็นหรือก็คือ ideology ที่ในตอนนี้นิยมพูดถึงกันจากสายตาของนักปรัชญาที่ดิฉันคิดว่าเป็นกระแสเท่านั้นก็คือ Slavoj Zizek ซึ่งที่มาของความคิดทั้งสองเนี่ยก็เป็นอิทธิพลมาจากความคิดของทางตะวันตก ตกหมายความว่าอะไร พระอาทิตย์มันไปตกที่นั่น ซึ่งในทางวรรณกรรมของชาวแอชเท็กที่เป็นภาษาที่ดิฉันสนใจเนี่ย การตกของดวงอาทิตย์ถือเป็นลางร้าย ฝันร้าย ลางบอกเหตุ แต่คนไทยที่ไม่มีการศึกษาไม่ได้ตระหนักถึงตรงนี้น่ะค่ะ

ปิตุลักษณ์ : ประเด็นแรกเลยนะครับ …

สุชนี : ซึ่งก็ทำให้ดิฉันอยากจะมาถามอาจารย์ค่ะว่า ตกลงคือคิดยังไงคะ ทั้งในส่วนที่เป็นการประกอบสร้างตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานไปจนถึงโครงสร้างทางสังคมค่ะ ดิฉันคิดว่ามันสามารถพูดเป็นภาษาง่ายๆ แบบที่อาจารย์ถนัดย่อยให้แมสเข้าใจก็ได้ เพราะบางทีภาษาวิชาการก็เป็นอุปสรรคต่อการศึกษา เพื่อธรรมทานแล้วเราไม่ควรใช้มันมากนักค่ะ อาจารย์ว่าไหมคะ

ปิตุลักษณ์ : ประเด็นแรกเลยนะครับ คุณสุชนี

สุชนี : คือในส่วนที่

ปิตุลักษณ์ : รบกวนทีละคำถามครับ ผมแก่แล้ว พิมพ์ไม่ค่อยจะทัน คือเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกๆ คนควรเข้าใจตรงกันก่อนเลยคือ พวกคุณเป็นคนไทย เกิดในผืนแผ่นดินอันงดงามแห่งนี้ ก่อนที่จะไปถึง Zizek  เราต้องเข้าใจบทบาทและหน้าที่ของพลเมืองสมัยใหม่ ในแบบสากลก่อนครับ ว่าเราควรจะปฏิบัติตนอย่างไร ผมไม่มั่นใจว่าคุณสุชนีจำได้รึเปล่า เหตุการณ์ที่เด็กเตรียมอุดมคนนึงส่งกระดาษเปล่าในการทำข้อสอบหน้าที่พลเมือง มันสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างทางความคิดหลายๆ อย่างที่กำลังแพร่ระบาดมัวเมาเด็กๆ ทั้งหลายอยู่ตอนนี้ สำหรับผมและในภาษาของ Zizek คงเรียกว่า Ideological Crisis ที่ถูกมองเป็นเพียงความแตกต่างหลากหลายใน Multiculturalism พวกความใจร้อนอยากเร่งไปถึงเป้าหมาย อยากบรรลุจุดประสงค์โดยฉับพลัน ด้วยลักษณะนี้ ก็มีปัญหานะครับ มันเรียกหยาบๆว่า “ความรีบเงี่ยน อยากจะประสบความสำเร็จ” ซึ่งอาการนี้กำลังระบาดในเด็กรุ่นใหม่

สุชนี : ว่าไปความใจร้อนก็เป็นหนึ่งในอุปสรรคของทหารกองเกินที่กำลังเกิดความลักลั่นย้อนแย้ง รู้จักแต่สิทธิไม่รู้จักหน้าที่ในตอนนี้

ปิตุลักษณ์ : ใช่ครับ การใช้ศัพท์ทางวิชาการที่เฉพาะทางจนเกินไป มันก็จะทำให้คนทั่วๆ ไป เมินหน้าหนี

สุชนี : แล้วการที่คนทั่วๆ ไป เมินหน้าหนีเนี่ย มันก็เชื่อมโยงกับการที่คนทั่วๆ ไปเมินหน้าหีจากการตรวจเลิกทหารกองเกิน ที่อาจารย์มองว่าได้ถูกขับเน้นผ่านสัญญะในภาพแทนของเด็กคนนั้น ลองอธิบายหน่อยค่ะ

ปิตุลักษณ์ : หน้าที่เป็นสิ่งสำคัญในการดำรงอยู่ของความเป็นมนุษย์ครับ Zizek ก็กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้เหมือนกัน ผมว่าในโรงเรียนตอนนี้โดยเฉพาะ รร ชื่อดังแถวมหาลัยชื่อดังในเขตปทุม ก็กำลังประสบปัญหา วิกฤติการความลักลั่นย้อนแย้งในความเข้าใจบทบาทและหน้าที่ของการเป็นนักเรียนที่ดี หรือ Ideological problems ซึ่งมันเป็นผลมาจากวิกฤตการณ์ 10 ปีความขัดแย้งที่เกิดจากความเห็นแก่ตัวมักมากในสังคมไทย

สุชนี : ทำไมคนปัจจุบันถึงไม่รู้หน้าที่ล่ะคะ ทำไมเราถึงไม่เรียนรู้จากภูมิปัญญาของสมัยก่อนเสียทีทั้งที่ก็อ่านออกเขียนได้กันแล้ว

ปิตุลักษณ์ : ก็เพราะคนสมัยนี้เห็นแก่ตัวไงล่ะครับ

สุชนี : ท่อนนี้ดิฉันจำได้จากวิทยานิพนธ์ของอาจารย์ที่โด่งดังมากเลย เรื่องการสร้างพิระมิด

ปิตุลักษณ์ : ความงมงายใน Individualism และ varietilism มันทำให้คนเรามืดบอด และมันไม่ใช่เพียงเรื่องของการสร้างพีระมิดครับ วิทยานิพนธ์ของผมพยายามจะตั้งข้อสังเกตต่อประวัติศาสตร์ปรัชญาแห่งมนุษยธรรม เพื่อทำให้สังคมไทยและโดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่เห่อขนเพชร ตระหนักเสียที ว่าตลอดประวัติศาสตร์วิธีคิดแบบใดนำความรุ่งโรจน์และความเห็นแก่ตัวแบบใดยังความล่มสลายแก่มนุษยชาติ

สุชนี : ขออนุญาตชี้แจงท่านผู้อ่านนะคะ Individualism มาจากภาษาแอชเท็กว่า indy video casual เติม suffix ว่า -ism ซึ่งหมายความว่าพวกชอบทำหนังสั้นอินดี้ตามชอบใจ

ปิตุลักษณ์ : ลัทธิสองลัทธินี้กำลังทำให้เกิดปัญหาอย่างหนักในตะวันออกกลาง และคล้ายๆ กันในช่วงยุคกลาง

สุชนี : คือดิฉันไม่เข้าใจว่าเรามีหลักฐานมากมายในประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นว่า ความสามัคคี ดี การเห็นแก่ตัว แย่ แล้วทำไมคนไทยรุ่นใหม่ถึงไม่เรียนรู้

ปิตุลักษณ์ : ทุกคนคิดถึงแต่ตัวเอง ขาดความเห็นอกเห็นใจคนอื่นๆ และไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม หรือคำที่มนุษย์ทุกคนควรรู้จัก “สาธารณะประโยชน์” ซึ่งการจะมีคำนี้อยู่ในใจได้ ระบบการศึกษาต้องสร้างความเข้าใจ อีกคำสำคัญนั่นคือ “จิตอาสา” หรือ “จิตสาธารณะ” ซึ่งจริงๆ แล้วหลายๆ สถานศึกษาในไทยก็กำลังพยายามสร้างความเข้าใจนี้ แต่ประเทศที่ประสบความสำเร็จเป็นกลุ่มแรกคือ กลุ่มประเทศนอดิกทั้งหลาย และโดยเฉพาะฟินแลนด์ ซึ่งมีระบบการศึกษาที่มีคุณภาพที่สุดในโลก เพราะสามารถผลิตคนที่มีคุณธรรม นำความรู้ และมีจิตอาสา ออกมาได้อย่างสม่ำเสมอและเมื่อเทียบกับดัชนีความก้าวหน้าทางสังคมของฟินแลนด์ จาก SPI (Social Progress Index) เราจะเห็นได้ไม่ยากว่ามันมีผลต่อความก้าวหน้าทางสังคมอย่างปฏิเสธได้ยาก ซึ่งปีล่าสุดเกาหลีใต้ก็ได้แซงฟินแลนด์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะเขาก็เล็งเห็นความสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาให้นักเรียนนักศึกษา มีความรู้คู่คุณภาพ นำสังคมจิตวิญญาณ สายธารสาธารณะ และเขาก็ทำสำเร็จ ซึ่งน่าเศร้าอย่างยิ่ง เพราะไทยเราเล็งเห็นและเริ่มทำเรื่องพวกนี้มาก่อนเขาเสียอีก และเพราะไม่รู้ว่าเนติวิทย์อะไรนั่นรู้มั้ยว่าสังคมที่เจริญๆ และมีคุณภาพชีวิตล้ำหน้าประเทศไทยไปหลายสิบปีอย่างกลุ่มประเทศนอดิก และเกาหลีใต้ที่พึ่งก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งทางคุณภาพการศึกษา ประเทศพวกนี้เขายังบังคับเกณฑ์ทหารเลยครับ พูดแล้วหงุดหงิด

สุชนี : ดิฉันอยู่เกาหลีจะเห็นบ่อยค่ะ มองไปมีแต่ทหารกับซัมซุง แต่คนที่นี่ดีมาก ดีย์เลยล่ะค่ะ แต่แล้วทำไมมนุษยชาติถึงมืดบอดได้มากขนาดนั้นคะ พูดถึงแล้วดิฉันเห็นเลยนะคะว่า ที่ตัวเองพูดมาคำว่ามืดบอด กับคำว่า ตะวันตกเนี่ย มีนัยสำคัญต่อกัน อาจารย์เห็นด้วยนะคะ เพราะถ้าตะวันมันออกมามันก็สว่าง แต่เนี่ย ตะวันตก มันตก มันก็เลยมืดไง

ปิตุลักษณ์ : ความมืดบอดนี้ จริงๆ เพื่อนสนิททางวิชาการของผม จะเรียกอาการแบบนี้ว่า “เห่อขนเพชร” คือคิดว่าตัวเองรู้ไปหมด

สุชนี : เห่อขนเพชร ลองยกตัวอย่างได้มั้ยคะ

ปิตุลักษณ์ : พยายามจะสร้างตัวตนให้โดดเด่น โดยการแสดงความอคติและเห็นแก่ตัวอย่างไม่น่าให้อภัยออกมา

สุชนี : นี่ทำให้ดิฉันนึกถึง Jacques Derrida ขึ้นมาเลย เดี๋ยวจะอธิบายต่อ แต่อยากฟังของอาจารย์ก่อน อย่างเช่นใครคะ ดิฉันนึกถึงเนติวิทย์ อะไรแบบนี้ถูกไหม เขาประกาศตัวชัดเลยว่าเป็นผู้ไม่เกณฑ์ทหารโดยมโนธรรม ตรงนี้อาจารย์เห็นยังไงคะ

ปิตุลักษณ์ : แน่นอนครับ ผมแทบไม่อยากจะพิมพ์ชื่อน่ารังเกียจนั้นเลยครับ (คุยเสร็จผมขออนุญาตลบแชทนี้นะครับ) นี่เด็กคนนั้นคิดอะไรอยู่ผมเข้าใจหมดเลยนะครับ เพราะตอนหนุ่มๆ ผมก็ห้าวแบบนี้แหละ แต่เมื่อคิดอย่างมีสติ มีเหตุมีผล แต่เลิกมองแต่ตัวเองผมก็เข้าใจ และมีวันนี้ได้ แต่ก็น่าเห็นใจที่เขามืดบอดได้เพียงนี้ และไม่ต้องอ้างมโนธรรม มาเพื่อสร้างความชอบธรรมในการเห็นแก่ตัวหรอกครับ มันทุเรศ ฟังไม่ขึ้น ในการที่คนเราเกิดมาเนี่ย … คุณสุชนี สักครู่น่ะครับ พอดีมีนักศึกษา ป เอก เขามารบกวนให้ผมเซนเอกสารให้ ขอตัว 10 นาทีครับ

สุชนี : นักศึกษาสมัยนี้ เอาแต่ใจ ดิฉันก็โดนค่ะ ฉันสั่งให้ไปทำ assignment ในปิดเทอมเพื่อพัฒนาการ การเรียนรู้ตลอดชีวิต แล้วก็กำชับชัดว่าวันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดราชการเนี่ยเป็นวันพักผ่อนของอาจารย์ ห้ามทักห้ามอะไรมาถาม ให้เคารพความเป็นส่วนตัวกันด้วย แต่ก็ถามกันอยู่นั่นแหละในคาบก็ไม่ฟังแล้วยังมาถาม มันน่าหงุดหงิดน่ะค่ะ ดิฉันก็เลยบล็อกตัวเองไปเลย แก้ปัญหาต้องแก้ที่ตัวเอง จริงไหมคะ คนเราสมัยนี้ขาดเรื่องการแก้ปัญหาที่ตัวเอง เช่นกรณีการเกณฑ์ทหารเนี่ยก็อยากจะมาแก้กันที่โครงสร้าง ที่ระบบ ดิฉันเสนอเลยว่า ทำไมไม่แก้ที่ใจ มันเป็นการแก้ไขปัญหาที่ง่ายและอยู่ใกล้ตัวที่สุด เขาอยากให้คุณเป็นทหาร คุณไม่อยากเป็น จะแก้ยังไง ก็อยากเป็นซะสิคะ ง่ายจะตาย คนอยากเป็นมีเยอะแยะเขาก็เป็นกันได้ ทำไมคนอื่นจะทำไม่ได้บ้าง ทำไมต้องมีปัญหา เนี่ยล่ะค่ะ พอเปิดเทอมมา ดิฉันต้องรับผิดชอบเซกชั่นอื่นเป็นสิบๆ เซกชั่น ไหนจะงานวิจัยที่ต้องทำให้กับสำนักวิจัยอีกหลายที่ ดิฉันก็ต้องการเวลาส่วนตัว แล้วเด็กพวกที่สั่งไปทำงานตอนปิดเทอมก็ยังมาตอแยเรื่องเกรด เรื่อง assignment นี่เขาคิดว่าอาจารย์ต้องดูแลเขาอยู่คนเดียวรึไงก็ไม่ทราบ มีคนนึงถึงกับเสนอว่าจะขอนัดกินข้าวกับดิฉัน นักศึกษาชายค่ะ ดิฉันบอกไปเลยว่าไม่รับสินบนไม่รับอะไรทั้งสิ้น อย่าคิดว่าครูง่าย เนี่ยค่ะ ถ้ารับผิดชอบตัวเอง แก้ปัญหาที่ใจได้ เรื่องเกรดมันก็ไม่เป็นปัญหา นักศึกษาลงตัว อาจารย์ก็ลงตัว ทำไมคิดกันไม่ได้ก็ไม่รู้ ทุนนิยมรึเปล่าคะที่ทำให้คนเรากลายเป็นแบบนี้อ่ะค่ะ หรือเป็นความลักลั่นย้อนแย้งของพวกคอมมิวนิสต์เอง ดิฉันก็อ่านนะคะมาร์กซ์เนี่ย ไม่เห็นจะมีอะไรน่าสนใจเลย มันก็ตั้งแพลตฟอร์มขึ้นมาให้คนมาโพสชีวิตตัวเองไปวันๆ อ่านมาร์กซ์เนี่ยไม่ได้อะไรค่ะ เอาเวลาไปทำวิจัยดีกว่า ฉันเลยคิดว่าทางออกของมนุษยชาติเราเนี่ยคือเราไม่เอาทั้งทุนนิยม ทั้งคอมมิวนิสต์ เราต้องหาระบบที่เป็นกลาง เป็นกลางยังไง อาจารย์นึกถึงอะไรคุ้นๆ ไหมคะ อันนี้เฮเกลก็บอกชัดในอภิปรัชญาของเขา ค้านท์เองก็บอกในญาณวิทยา คือเรื่องทางสายกลาง และที่สำคัญมันเป็นแนวคิดที่โตใน thai local ไม่ได้ยากเลย แต่เรากลับมืดบอดไปกับแนวคิดตะวันตก ทั้งที่เราเป็นฝั่งตะวันออกที่เจิดจรัสอำไพอยู่ตลอดเวลา อาจารย์คิดว่ายังไงกับเรื่องนี้คะ

ปิตุลักษณ์ : ขออภัยครับ กลับมาแล้ว เห็นด้วยครับ เด็กสมัยนี้เอาแต่ใจ ไม่มีความอดทน มันก็มองย้อนในเชิงประวัติศาสตร์เปรียบเทียบได้ คืออย่างการเกณฑ์ทหารเนี่ย เขาเกณฑ์กันมาตั้งแต่อียิปต์โบราณ แต่ประวัติศาสตร์ก็มักเล่นตลกนะครับ โรมันยึดครองอียิปต์ได้ด้วยระบบการเกณฑ์ที่ดีกว่า และระบบการละลายพฤติกรรมที่โด่งดัง เช่น เก้าอี้อากาศ ฯลฯ ที่ทำให้พวกโรมันพิชิตโลกตะวันตกจรดเอเชียน้อยไว้ได้ แต่ก้มาพลาดท่าซ้ำรอยอียิปต์ ผ่อนปรน หละหลวม แล้วถึงขั้นยกเลิกการเกณฑ์ทหาร รวมถึงการละลายพฤติกรรมอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ จึงถูกพวกอารยันยึดครอง ผนวกกับ ศาสนาคริสต์ที่สร้างนิทานปัจเจกนิยมขึ้นมา บทเรียนนี้ก็น่าจะชัดเจนเกินพอแล้ว

สุชนี : อาจารย์มีมุมมองอย่างไรเรื่องศาสนาที่เป็นปัญหาอย่างนี้คะ

ปิตุลักษณ์ : บอกตรงนี้เลยนะครับ ว่าผมไม่เชื่อในพระเจ้า เพราะมันไม่เป็นวิทยาศาสตร์

สุชนี : เห็นด้วยค่ะ พิสูจน์ไม่ได้

ปิตุลักษณ์ : แต่ผมเชื่อในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครับ

สุชนี : น่าสนใจค่ะ ดิฉันเคยเห็นเรื่องนี้ใน ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น

ปิตุลักษณ์ : การผนวกความเป็นวิทยาศาสตร์ ไว้ในหลักคำสอนได้อย่างลงตัว

สุชนี : ต้องบอกว่า สาธุค่ะ

ปิตุลักษณ์ : ลงตัวครับ

สุชนี : แนวคิดของพระพุทธเจ้านี่เกี่ยวข้องกับการเกณฑ์ทหารอย่างลึกซึ้งใช่ไหมคะ อาจารย์อธิบายหน่อยค่ะ

ปิตุลักษณ์ : คือมันชัดเจนอยู่แล้วครับ ตั้งแต่มนุษยชาติจะจำความได้ คือไม่ต้องจำได้ก็ได้ แค่มีกึ๋นสักหน่อยก็จะเข้าใจเรื่องบทบาทหนาที่ได้ไม่ยาก อย่างในยุครุ่งอรุณของโฮโมซาเปียน มนุษย์เพศชาย ซึ่งฉลาดและมีร่างกายที่แข็งแรวกว่า จึงมีหน้าที่ออกไปล่าสัตว์หาอาหาร และคอยปกป้อง พวกเพศหญิง ซึ่งมีร่างกายอ่อนแอกว่า แต่ก็มีงานที่เหมาะสมอยู่ ก็คือการดูแลถ้ำ ผมว่าคุณสุชนี ซึ่งก็เป็นเพศแม่ แถมยังทำงานเกี่ยวกับอารยธรรมโบราณอย่างแอชเท็กคงเข้าใจเรื่องนี้ได้ไม่ยาก

สุชนี : ขอคั่นตรงนี้นิดนึง ซึ่งในอะไรที่เป็นรู เราจะเรียกมันเป็นเพศหญิง เช่น รถ แม่ย่านาง บ้าน ใช้เรียกว่า her ถ้ำในตอนนั้นก็เท่ากับความเป็นหญิง ความเป็นหญิงในแอชเท็กเป็นแบบนี้ค่ะ เป็นรูๆ เชิญต่อค่ะ

ปิตุลักษณ์ : ไอ่ความลักลั่นย้อนแย้ง ไม่รู้จักบทบาทหน้าที่ตัวเองแบบนี้แหละครับ ที่มันทำให้อารยธรรมต่างๆ ล่มสลาย และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็บอกว่า “อิมํ ตาหิ โกหัง” ประโยคนี้ท่านพูดกับพระสงฆ์ทั้ง 1,250 รูป ซึ่งมีความหมายในภาษาไทยความว่า “ท่านทั้งหลาย ถ้าพระหมายไม่มา ไม่ต้องเอารุ่น” มันเป็นเหตุการณ์ที่พระพุทธองค์ท่านซ่อนเชาว์ปัญญาไว้ได้อย่างชาญฉลาดและแหลมคม กล่าวคือ วันนั้นคือวันมาฆบูชา ซึ่งพระสงฆ์ 1,250 รูปมารวมกันโดยมิได้นัดหมาย ซึ่ง สาวกรุ่นแรก (นับตามปี) ของพระพุทธเจ้านั้นมี 1,251 รูป แต่วันนั้นทุกรูปไม่ได้นัดหมายกัน จึงมาไม่ครบ นี่เป็นตัวอย่างของ Collectivism ในสมัยพุทธกาล ซึ่งเป็นรากเหง้าคำสอนแห่งการรวมกลุ่มทั้งหมด ทั้งที่ทำให้เกิดสามัคคีแก่หมู่คณะและช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ที่แพร่หลายไปทั่วทุกมุมโลก โดยเฉพาะตะวันตกซึ่งนำมันไปใช้อย่างจริงจังจนยังความรุ่งโรจน์มาแก่พวกตน แต่เราซึ่งเป็นเจ้าของแท้ กลับผลิตเด็กไม่ดีเห็นแก่ตัวไม่คิดถึงส่วนรวมพวกนั้นออกมาได้

สุชนี : ใช่ค่ะ อารยธรรมแอชเท็กก็มีพูดเรื่องความเป็นหญิงไว้ชัดเจน อย่างคำว่าสุ แปลว่าดี คำว่าชนี แปลว่าผู้หญิง แต่พอเป็นคำว่า ชนี คำเดียว กลายเป็นผู้หญิงในทางลบแล้ว เพราะฉะนั้นแม้กระทั่งความหมายของคำยังต้องประกอบสร้างขึ้นมาถึงจะดีเลย ถ้าแยกกันอยู่ก็แย่เหมือนกัน อันนี้ผู้หญิงเราต้องรู้หน้าที่ รูมีไว้ทำอะไรบ้าง ต้องรู้

ปิตุลักษณ์ : แน่นอนครับ แต่เพศชายมีค่าเป็น positive/active เสมอ คอยเข้าถ้ำและออกไปหาอาหาร ซึ่งจริงๆเป้นความรับผิดชอบที่หนักเลยทีเดียว ซึ่งมีเฟมินิสคนนึง ที่ชอบอยู่บนเรือลำเดียวกับฌอง ปอล ซาร์ท ได้กล่าวไว้ชัดเจนเกี่ยวกับ ความเป็นเพศแม่ และเพศชายก็ยังเป็นตัวแทนของเพศทั้งปวงในการก้าวไปสู่พระนิพพาน

สุชนี : ดิฉันเป็นเฟมินิสต์นะคะ แต่ตรงฝรั่งเศสดิฉันไม่ได้ศึกษาเลยค่ะ ไม่ชอบเป็นการส่วนตัว ดิฉันนับถือนะคะที่อาจารย์ไปทนอ่านเอกสารแถวตะวันตก เพราะมันมืด จะอ่านอะไรก็ต้องเปิดไฟและต้องเปิดใจไปด้วยในเวลาเดียวกัน

ปิตุลักษณ์ : สักครู่นะครับ ผมกำลังเดินกลับออฟฟิศพอดี จะได้รื้อเอกสารออกดูด้วย

สุชนี : ธุระเยอะนะคะมึง ขอโทษค่ะผิดจอ

ปิตุลักษณ์ : คุณสุชนียังอยู่รึเปล่าครับ พอดีรื้อหาเอกสารน่ะครับ Simone de deauvoir เคยกล่าวคำถามอันแหลมคมไว้สองคำถามคือ “What are women to your faculty?” และ “What the duty is of men?” ซึ่งต่อมากลายเป็นธรรมเนียมในช่วงปรับปรุงเฟรชชี่ของมหาวิทยาลัยทั่วยุโรป ในช่วงที่พลวัตของเฟมินิสกำลังเบ่งบาน คือ Capitalism และ Cultural Marxism โดยตัวมันเองก็ยังมีปัญหาอยู่ อย่างที่คุณสุชนีเข้าใจ เราอาจจะต้องกลับไปหาอะไรที่ง่ายกว่านั้น อะไรที่ค่อนข้างเข้าใจความเป็นมนุษย์ และเป็นกลาง

สุชนี : ดูเหมือนว่าเรื่องการรับน้องของมหาวิทยาลัยกับการเกณฑ์ทหารจะเป็นเรื่องที่อาจารย์เห็นว่ามีสปิริตคล้ายกัน มีมุมมองอย่างไรในเชิงนโยบายหรือมีทางออกของปัญหาเหล่านี้ไหมคะ

ปิตุลักษณ์ : มันค่อนข้างคล้ายกันในแง่ที่ว่า มันเป็นหน้าที่ของหนุ่มสาวที่ควรแสดงสปิริตออกมาอย่างจริงใจ ต่อสังคมที่ตนอาศัยอยู่ กล่าวคือ เราควรถือประโยชน์สาธารณะเป็นที่ตั้ง เหนือตนเอง แล้วมันจะยังความเจริญทั้งปวงมาสู่สังคมนั้นๆ อย่างที่พวกตะวันตกพิสูจน์มาแล้ว จริงๆ มันไม่ใช่ปัญหาเลย collective altruism โดยตัวมันเองอยู่คู่กับความรุ่งโรจน์ของอารยธรรมมนุษยชาติมาโดยตลอดตั้งแต่วันที่พ่อมดคนแรกเอาลูกสาวหัวหน้าเผ่าไปบูชาไฟมาจนปัจจุบันที่การเสียสละคือการจ่ายภาษีแพงขึ้น จ่ายค่ารักษาพยาบาลมากขึ้น ยอมรถติดให้รถสำคัญกว่าผ่านไปก่อน ยอมสักสองปีไปเป็นทหาร แต่ทุกอย่างมันกำลังจะดีขึ้นจริงๆ  และ individualism ก็ยังความพินาศมาสู่มนุษยชาติเสมอๆ เช่นกัน แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตเช่นกัน อย่างที่คุณสุชนีพูดไปตอนต้น ว่าทำไมยังมีคนที่ไม่เข้าใจ และมองไม่เห็นมันอีก อะไรทำให้เกิดคนอย่างนายเนติวิทย์ และเด็กนักเรียนหญิงคนนั้นที่ส่งข้อสอบที่ว่างเปล่าในวิชาหน้าที่พลเมือง รวมถึงนักเรียนชายที่ไปชูป้ายก้าวร้าวในที่ประชุมการศึกษา สมควรแล้วที่พวกเราจะต้องเรียกร้องและปฏิรูปการศึกษากันอย่างจริงจังเสียที

สุชนี : ควรเริ่มจากอะไรคะ

ปิตุลักษณ์ : การจะทำอะไรเพื่อส่วนรวมระดับนั้นได้เนี่ย มันก็ต้องใช้หน่วยงานที่เสียสละอยู่ต่อเนื่องน่ะครับ จากประวัติศาสตร์หลายพันปีของมนุษยชาติ หน่วยงาน หรือกลุ่มก้อนที่ทั้งสร้างความรุ่งโรจน์แก่เผ่าพันธุ์ตนเองและปกป้องเผ่าพันธุ์ตนเอง ก็คือเหล่านักรบทั้งหลาย ไล่มาจนกระทั่งทหาร แม้ว่าผมพูดแบบนี้ก็ใช่ว่าผมจะเห็นด้วยซะทีเดียวกับการทำสงคราม เพียงแต่ถ้ามันจำเป็นก็ต้องทำ การปฏิวัติก็เช่นกัน ลูกๆ ดื้อก็ต้องสั่งสอน ถ้าไม่ฟังมันก็ต้องใช้ไม้เรียวครับ เคสสตั๊ดดี้ที่สำคัญมีหลายเหตุการณ์ อย่างเหตุการณ์ปี 53 นี่เป็นตัวอย่างของเด็กดื้อ ที่คลั่งจนแทบจะทำร้ายพ่อกับแม่ตนเอง เผาบ้านตัวเอง กองทัพไทยที่เปรียบเสมือนไม้เรียว จึงจำเป็นต้องออกโรง แต่ในท้ายที่สุด ที่ไม้เรียวใช้ฟาดไปเกือบร้อยที เหตุการณ์เด็กดื้อก็สงบลง เด็กดีของเราก็ทำความสะอาดบ้าน หลังจากนั้นเด็กดื้อก็เข้าใจอะไรๆ มากขึ้น เรียกร้องจะเอาขนมที่มันไม่มีประโยชน์น้อยลง

สุชนี : ถือว่าไม้เรียว ของเก่าของเราใช้ได้ผลทีเดียว

ปิตุลักษณ์ : ครับ ราบคาบครับ แล้วก็ผมเดาว่าคุณสุชนีกำลังจะถามผมเรื่อง ontological turn เรื่องการหันเหทางภววิทยาของไม้เรียว เชิญถามครับ

สุชนี : เนื่องจากตอนนี้เราอยู่ใน ontological turn คือการหันเหทางภววิทยา หรือการสนใจภววิทยาของสิ่งที่หันเห ซึ่งไม้เรียวก็เป็นหนึ่งในนั้น อาจารย์จะแนะนำไม้เรียวแบบไหนคะ เพราะตัวไม้ในตัวมันเองก็มีผลต่อการปรับพฤติกรรมมากพอๆ กับผู้กระทำที่เป็นมนุษย์

ปิตุลักษณ์ : ไม้เรียวที่ดี คือไม้เรียวที่เสียสละครับ คุณสุชนี

สุชนี : เรียบง่าย แต่งดงามค่ะ มีอะไรจะฝากมั้ยคะ

ปิตุลักษณ์ : ผมอยากให้เยาวชนทุกคนตั้งใจเรียนให้ดีครับ โดยเฉพาะในโรงเรียน จะได้เป็นอนาคตที่ดีของชาติได้

สุชนี : สวัสดีค่ะ

ปิตุลักษณ์ : ไหว้พระครับ


ประวัติผู้สัมภาษณ์

Screen Shot 2017-04-06 at 11.16.54 PM

ผศ. ดร. สุชนี กลิ่นสฤษฎิ์

หัวหน้าภาควิชาภาษาโบราณ เชี่ยวชาญภาษาแอชเท็กและภาษาอารยัน สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยปิงซู สุชนีเคยร่วมงานกับ Noam Chomsky ในการวิจัยภาษาสุวรรณภูมิร่วมสมัย และออกหนังสือที่เป็นที่รู้จักในแวดวงวิชาการชื่อ Time and Space of Culture and the Innate Plantation of Aerolinguistics

ประวัติผู้ให้สัมภาษณ์

chrome-broken

ดร. ปิตุลักษณ์ วงศ์สามัคคีธรรม

นักวิชาการอิสระผู้เชี่ยวชาญด้านปรัชญาและวัฒนธรรมศึกษา ปัจจุบันเป็นอาจารย์รับเชิญในหลายมหาวิทยาลัย เช่น Free University of Berlin, MIT และ University of Wisconsin-Anderson เคยได้รับรางวัลวิธีวิจัยยอดเยี่ยมจากวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกที่อธิบายอารยธรรมมนุษย์จากมรดกทางภูมิปัญญา รวมทั้งรางวัลข้อเสนอแห่งยุคสมัย (Offer of the Era) จากในวิทยานิพนธ์เล่มเดียวกัน นอกจากนี้ยังเป็นผู้นำด้านวิธีวิทยาในการประสานองค์ความรู้แบบสหวิทยาการระดับโลก

11/2/44

ดร. ปิตุลักษณ์ วงศ์สามัคคีธรรม

ผศ. ดร. สุชนี กลิ่นสฤษฎิ์


likepage

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Blog at WordPress.com.

Up ↑

%d bloggers like this: