Fifty Shades of Political Correctness

คุยกับบรรณาธิการ Undergrad Rewrite ว่าด้วยดีเบตเรื่อง PC/Non-PC

PRAC. : สวัสดีค่ะคุณวริศ

สวัสดีค่า

PRAC. : มาจาก PRAC. นะคะ พอดีช่วงนี้เห็นว่าวงการวิชาการกำลังร้อนแรงในประเด็นพีซี ไม่พีซี แตกแบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่าต่างๆจนอิชั้นงงไปหมดแล้วค่ะ วันนี้อิชั้นเลยอยากมาปรึกษาคุณวริศว่ามันยังไงกับคนเอาไม่เอาพีซีในประเทศไทย เพราะดูๆแล้วคุณก็เป็นคนนึงที่ร่วมวงวิจารณ์แต่ไม่ยอมเขียนบทความอะไรออกมาจริงๆจังๆ

     ไอ้ดีเบตตัวนี้ก็เหมือนจะเริ่มมาจากหน้ากากนักร้องอะไรสักอย่าง แล้วก็เถียงกันยาวจนมาถึงไหนต่อไหนไม่รู้ ตอนนี้ไม่เหลือเค้าแล้ว เห็นอาจารย์จั๊ก (ษัษฐรัมย์ ธรรมบุศดี) บอกว่านี่ถือเป็นดีเบตใหญ่ของวงวิชาการครั้งนึงที่ในชีวิตเขาเคยได้เห็น และก็เหมือนกับว่ามันจะเป็นดีเบตที่เกิดขึ้นในฝ่ายซ้ายด้วยกันเองด้วย คือพวกลิเบอร่าน ประชาธิปไตย ปล่อยเพื่อนเรา Marxist อะไรทำนองนั้นน่ะ มาเถียงกันเอง (ถอนหายใจ) บอกตรงๆ เราผิดหวังนิดนึง คือเราคาดหวังกับโลกวิชาการเอาไว้มากกว่านี้ และไม่คิดว่าดีเบตวิชาการครั้งใหญ่ที่ในชีวิตเราจะได้เห็น มันจะเป็นอะไรแบบนี้

PRAC. : เป็นยังไงคะ

     ชีวิตมึงมีแค่เอาหรือไม่เอาพีซี เหมือนโตมากับข้อสอบ True False ข้อสอบช้อยส์ แล้วก็โตมากับการ “จ๊าก แดริดากล่าวว่า โน่นนี่นั่น” คือต้องเลือกเอาแต่สิ่งที่มีอยู่แล้วที่คนอื่นคิดไว้แล้วมาคุยกันเท่านั้น ไม่มีใครเผยท่าทีของการคิดอะไรใหม่เข้ามาแก้ปัญหาของทั้ง PC, non-PC เลย มีแต่บอกว่าฝั่งนึงมีปัญหานี้ งั้นกูเอาอีกอัน นี่คือนักวิชาการ นักคิด (ผายมือ) แนวหน้าของไทย

PRAC. : ก็ถ้าไม่เลือกที่มีอยู่แล้ว แล้วจะเอายังไง

     คิดใหม่! ไอ้เหี้ย! (ทำท่าล้มโต๊ะ) คิดใหม่ พีซีหรือนอนพีซีมันมีปัญหาทั้งคู่ และเราควรมองไปข้างหน้า คือเราควรจะก้าวข้าม PC หรือ non-PC ซึ่งเป็นการถกเถียงที่เกือบจะล่องลอยไร้บริบทนี้ ไปสู่การหาวิถีปฏิบัติ รวมทั้งจริยศาสตร์การสื่อสารที่ดีกว่าเดิม นักวิชาการควรจะทะเยอทะยานที่จะแก้ปัญหาเดิมมากกว่านั่งเลือกปัญหาเดิม หรือคิดแค่กำขี้ดีกว่ากำตด เนี่ยถึงบอกว่าผิดหวัง เพราะมันเป็นการเถียงเรื่องวิชาการที่เกิดขึ้นในฝ่ายซ้าย แต่ไม่มีสปิริตของความก้าวหน้าอยู่เลย เราจะเห็นว่าฝั่ง non-PC ไม่ได้เสนอให้ก้าวต่อไปจาก PC ที่มีปัญหา แต่โละแม่งทิ้งหมด อย่างกฤดิกรเสนอว่าให้เหยียดกันได้เลยเต็มที่ ซึ่งเราเรียกแบบนั้นว่าการกลับไปใช้วิธีแบบก่อนมี PC กฤดิกรควรจะรู้ว่านั่นไม่ใช่ move ที่ก้าวข้าม PC เลย มันคือการก้าวกลับ เราเรียกว่า Communication Barbarian ซึ่งก็ต้องบอกไว้ก่อนอีกว่านี่ไม่ได้กำลังดีเฟนให้ PC หรือเข้าข้าง PC เลย ปัญหาของ PC เนี่ยถ้าใครตาม Guardian ไม่ต้องไปถึงขั้นอ่านนังชิเฉ่กก็รู้แล้วว่ามันมีปัญหาและปัญหามันคืออะไร แถมในดีเบตนี้ดูเหมือนจะไม่มีใครอยู่ฝั่ง PC อย่างชัดเจนด้วยซ้ำ มีก็แต่ให้พิจารณาแยกบริบทกันไป เป็นครั้งแรกๆ ที่กูคิดว่าคอมม่อนเซ้นส์แบบ “แต่เราก็ไม่ควรด่าใครก็ได้ป่ะวะมึง” แม่งเวิร์ก

PRAC. : ทำไมถึงบอกว่าบทสนทนามันล่องลอยไร้บริบท

     มีตัวอย่างที่เข้าท่าน้อยมาก หรือไม่มีตัวอย่างของกรณีเลย ต่างจากชิเฉ่กที่ถูกพูดถึงบ่อยๆ เวลานางพูดเรื่อง PC นางจะยกกรณีตลอด เพราะถ้าไม่มีกรณีแล้วมันแทบจะไม่เห็นภาพเลย PC มันดิ้นได้ บางกรณีมันทำให้คนสนิทกัน บางกรณีทำให้คนเป็นอื่น ถ้าเราอยากจะดูว่า PC มันเข้ากันได้หรือไม่ได้ ถูกผิดในกรณีไหน เราก็ต้องเอามันไปทาบกับกรณีเฉพาะ และเลือกจริยธรรมมารองรับว่าจะมองแบบไหนอีก แต่สิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้คือเหมือนทุกคนพยายามจะพูดถึง PC ในตัวเอง ซึ่งมันก็พอจะมีนะ PC ในตัวเอง และมันก็ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนเถียงกันอยู่เลย ที่เถียงกันอยู่มันคือจริยธรรม เรื่องชาติพันธุ์ เพศ ความรู้สึก ฯลฯ ที่ผสมปนกันกับการใช้ PC สำหรับเรา PC คือเครื่องมือที่รับใช้จริยธรรมและการเมืองอีกที แต่ละที่มี Correctness ที่จะทำให้คุณ Politically Correct ไม่เหมือนกัน เช่นถ้าคุณอยู่ในกลุ่มเพื่อนรักนักเหยียด คุณเป็นหัวหน้ากลุ่ม วันนี้คุณพูดว่า “ผมสงสารผู้หญิงผิวสีคนนั้นจังเลยครับ” คุณอาจจะหมดอำนาจความเป็นหัวหน้ากลุ่มในวันนั้นก็ได้ เพราะมันไม่ถูกในค่านิยมกลุ่ม แล้วกลุ่มก็เริ่มจับผิดว่าคุณพูดไม่ถูก อาจมีคนเอาไปอ้างว่า “หัวหน้าไม่ใช่นักเหยียดอีกต่อไปแล้ว มันเห็นใจพวกหี แล้วหีนั่นก็เป็นนิโกรด้วย!” เพื่อเลื่อยขาเก้าอี้เอาคุณออกจากตำแหน่งหัวหน้า เนี่ย Political Correctness อยู่ตรงนี้อยู่ที่การ Detect and Claim ตรวจสอบและรับรอง และบริบทที่เปลี่ยนไปทำให้คำอธิบายว่ามันตรวจสอบอะไร รับรองอะไรและยังไง เปลี่ยนตาม ที่สำคัญคุณจะเห็นว่า PC มันทำงานได้หลังจากจริยธรรมหรือ Dominant Culture มันลงตัวแล้วประมาณหนึ่ง อย่างที่คุณเห็นว่าคนในกลุ่มเพื่อนรักนักเหยียดนั้นล้วนแต่ลงตัวแล้วกันว่ามีกฏให้ทุกคนเป็นนักเหยียด การนั่งตรวจคนไม่เหยียดจึงสมเหตุสมผล

PRAC. : เห็นว่าสเตตัสนึงของคุณวริศพูดถึง เฉดต่างๆ ของคนไม่เอาพีซี ขยายความหน่อย

     มีหลายมาก แต่อยากยกตัวอย่างสองสามอันที่สำคัญ อันแรกของอีตาชิเฉ่ก แกเสนอว่า PC กลายเป็นอุปสรรคต่อการเกิด intimacy หรือความสนิทสนม อาจมีคำแปลที่ดีกว่านี้ พวกการเข้าถึงความเป็นมนุษย์ของกันและกัน เพราะมัวแต่มานั่งติ๊กถูกติ๊กผิด และคิดว่าพูดแบบไหนกับใครได้บ้างไม่ได้บ้าง ในขณะเดียวกันมันทำให้ปัญหาเรื่องชนชั้นมองเห็นได้ยากเพราะเรากันคนอื่นออกไปให้อยู่ส่วนคนอื่น กลายเป็นแค่ความแตกต่างทางวัฒนธรรมแทนที่จะเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น ทีนี้แกเป็นพวกจิตวิเคราะห์ อาจจะสนใจไปที่ทันที่ที่เรารู้สึกว่าเราพูดอะไรได้หรือไม่ได้กับใคร เราจะเกิดอาการระแวดระวังและเป็นอื่นจากกัน แต่เราคิดว่าแกไม่ได้พูดเลยไปถึงข้อเสนอของจริยศาสตร์การสื่อสาร หรือวิถีปฏิบัติถัดไปที่ครอบคลุม ที่แกเล่นมุก racist โชว์ มันคือมุก และการแสดงตัวอย่างของกรณี private ที่เป็นเรื่องของคนเป็นเพื่อนกัน ทรัพยากรตั้งต้นเท่ากัน ไม่รู้สึกระแวดระแวงต่อกันอยู่แล้ว หรือมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้ไม่จำเป็นต้องไม่ไว้ใจกัน นั่นเป็นกรณีหนึ่ง แต่แกก็ยังไม่ได้เสนอด้วยว่าจะสร้างบริบทที่ intimacy เหล่านั้น หรือความไว้เนื้อเชื่อใจกันเหล่านั้นจะเกิดขึ้นได้ยังไงที่จะทำให้คนกล้าพูดว่า อีหน้าหี ใส่กันตั้งแต่แรกพบ ย้ำ ยังไม่เห็นว่าแกเสนอไว้อย่างครอบคลุมว่าจะทำยังไง แต่โดยรวมคือแกชี้ถึงปัญหาที่ว่า PC ทำให้คนไม่ยุ่งกัน ซึ่งมันก็คือ individualism ปัจเจกนิยมที่คิดแบบกีดกันคนอื่นออกไปจากตัวเอง ในสายตาของ Marxist อย่างชิเฉ่ก individualism เป็นปัญหาหลายๆ ระดับ เป็นบาร์เรียทำให้ความเห็นอกเห็นใจ เห็นร่วมกัน (หรืออื่นๆ) ลามไปถึงความคิดเรื่องรัฐสวัสดิการ การรวมพลังทางสังคมไม่เกิด เป็นสิ่งที่ทำให้แบ่งแยกเรื่องของเขาออกจากเรื่องของเรา นี่คือประเด็นที่แกสนใจ และปัญหาที่แกเห็นใน PC แต่ไม่ได้หมายความว่าแกต้องการสิ่งที่แย่กว่า PC คือความจัญไรที่เคยทำให้คนดำต่ำกว่ามนุษย์ ที่สุดแล้วชิเฉ่กต้องการลดบาร์เรียระหว่างมนุษย์ และถ้าจะตีความกันว่าให้ด่ากันจนให้ชินไปข้างนึง … คือมันได้แหละในกลุ่มเพื่อน ทุกวันนี้กลุ่มเราทักกันว่า หน้าหี พ่อมึงตายรึเปล่า (น่าจะแปลว่า สวัสดี สบายดีไหม) แต่เราจะทำแบบนี้กับทุกคนได้ไหมในเมื่อมันมีคนรู้สึกเจ็บปวดได้จริงจากการโจมตีด้วยคำพูดและการกระทำไม่ว่าจะเล่น จริง หรือทีเล่นทีจริง วัฒนธรรมไม่เหมือนกัน และเราทุกคนไม่ได้ witty พอจะแสดงทุกอย่างออกไปแบบไม่มีใครกล้าโมโห ปัญหาก็คือ ถ้าเราอยากสนิทกับใครก็เดินเข้าไปด่าแม่เขา แล้วจะสนิทขึ้นไหม แน่นอน กับเพื่อนที่รู้จักกันมาประมาณหนึ่ง พอเริ่มด่าแม่ มันก็สนิทกันขึ้นได้ แต่มันก็มีคนที่ต่อยกันจนไม่คุยกันไปเลยด้วย และ ไม่ใช่กับทุกคนแน่ๆ ไม่ใช่กับนายกฯ ไทยตอนนี้แน่ๆ หรือถ้าวันแรกของการเปิดห้องเรียน นักเรียนคนนึงถูกรุมด่าว่าอีตุ๊ด เขาจะรู้สึกสนิทกับเพื่อนหรือเกลียดห้องนั้นไปเลยก็ยากจะคาดเดา ที่สุดแล้วไม่ว่าจะเป็นการด่าหรือ PC ในการเซ็นเซอร์ตัวเอง มันก็ alienate หรือมันก็กีดกันคนจากกันได้อยู่ดีในบริบทที่ต่างกัน เราจึงจะถือว่า argument ที่เราซื้อของชิเฉ่กหยุดอยู่ที่การพูดถึงปัญหาของพีซี แต่เราคิดว่าเขายังไม่ได้เสนอว่าวิธีแก้มันคืออะไรอย่างชัดเจน แบบที่กฤดิกรบอกว่าเป็นวิธีของเขา คือให้เหยียดกันให้เต็มที่ ตรงนี้เราว่า misread ข้อเสนอหนักๆ ของชิเฉ่กอยู่ที่ปัญหาของมันมากกว่าทางแก้ ซึ่งดูจะเป็นมุก หรือการคิดเร็วๆ มากกว่า

PRAC. : อ่ะ ยาวแล้วค่ะ เฉดต่อไป

     เฉดต่อไปค่อนข้างไม่ซับซ้อน เราคิดว่าไอ้เรื่องข้ออ้างที่บอกว่า Political Correctness มันมาเป็นอุปสรรคต่อสิทธิเสรีภาพนี่แม่งเป็นข้อเสนอของฝ่ายซ้ายไทยที่ขี้เกียจคิด คือคิดอะไรไม่ออกก็เอาเสรีภาพโปะแม่ง ปั้ง จบ ชนะ ทั้งที่อันที่จริงนี่มันเป็นเรื่องพื้นฐานแบบอะไรวะเนี่ย มึงมาถึงตรงนี้ได้ยังไง (กุมขมับ) ก็ทุกวันนี้พวกเราพอจะมีสิทธิเสรีภาพอยู่ได้เพราะแม่งมีกฏหมายห้ามเอาคนไปเป็นทาสไม่ใช่หรอ ห้ามมึงยิงหัวคนอื่นไม่ใช่หรอ มันมีปรัชญาการเมือง หรือปรัชญาพื้นฐานหลายตัวมากที่พูดเรื่องนี้ แล้วเมื่อ PC มันเป็น Detect and Claim แล้วมันก็มีบทบาททั้งที่เป็นอุปสรรคและสนับสนุนสิทธิเสรีภาพ แล้วเราไม่อยากพูดซ้ำๆ หลายคนสามารถกลับไปดู text วัยเรียนหรือพวก 101 ได้ง่ายๆ เป็นเรื่องน่าอายที่ทุกคนในดีเบตแบบนี้ควรต้องได้เรียนมาแล้วว่าสิทธิเสรีภาพทำงานยังไง และอะไรที่จะริดรอนหรือรบกวนมัน แถมบางคนผ่านกันจนทำวิทยานิพนธ์มาแล้วอีก ในบางกรณี ก็ไอ้ Political Correctness เจ้าปัญหาเนี่ยแหละที่ทำให้คนดำ ตุ๊ด กะเทย ผู้หญิง มีปากมีเสียงในที่ประชุมกับเขาได้ พวกนี้เขาถึงขั้นแยกไม่ออกเรื่องวิถีปฏิบัติในตัวเองกับการใช้วิถีปฏิบัติในทิศทางที่ริดรอนคนอื่นอย่างไม่เข้าท่าเข้าทาง Political Correctness ทำหน้าที่ตรวจจับสิ่งที่ควรจะถูกตัดออกไปจากเวทีการเมืองหรือเวทีของการต่อสู้ของสิทธิ และปัญหาของมันคือในหลายกรณีมันถูกใช้โดยไม่พิจารณาถึงบริบท เพื่อปิดปาก เพื่อยึดอำนาจคนอื่น เช่น ถ้ามีนายกคนนึงเรียกเพื่อนสนิทผู้หญิงของเขาว่า อีหน้าหี แบบเนี้ย แล้วมีคนไปอัดเสียงมาบอกว่า เห้ย นายกด่าผู้หญิงว่าอีหน้าหี มันไม่สมควรเป็นนายกแล้ว แบบนี้มันถึงเป็นการใช้ PC ปิดปาก หรือเลื่อยขาเก้าอี้คนอื่น เพราะเราก็รู้ว่านายกแม่งไม่ได้ด่าหน้าหีเพื่อทำร้ายอะไรเพื่อน และเพื่อนก็ไม่ได้เจ็บอะไร แต่กับในกรณีอื่นไม่ว่าจะ insult discrimination หรืออะไรก็ตาม มันต่างกันตรงที่แม่งมีคนเจ็บเกิดขึ้น มีคนรู้สึกแย่เกิดขึ้น และคนรู้สึกแย่ควรจะมีเครื่องมือในการบอกว่าเขาไม่ควรจะได้รู้สึกแบบนี้ เชื่อกูเถอะนวัตกรรมในการทำร้ายคนอื่นผ่านการสื่อสารจะเกิดขึ้นซึ่งในบางที เครื่องมือแบบ PC ที่มันเน้นดูแต่คำพูดโต้งๆ ก็มองไม่เห็นด้วยซ้ำ คือปกป้องคนถูกทำร้ายไม่ได้ด้วยซ้ำ นี่ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่เกิดจากความไม่ละเอียดของมันจากทุกมุม คือมันไม่ละเอียด ซึ่งทำให้ปัญหาของมันมีมากกว่ามันระงับหรือไม่ระงับ ริดรอนหรือไม่ริดรอนเสรีภาพ เพราะบางกรณีมันก็ระงับ บางกรณีก็ไม่ บางกรณีก็สนับสนุน

PRAC. : แล้วกรณีอั้มเนโกะไม่อยากถูกเรียกว่านายแล้วไปปิดปากคนอื่นไม่ให้เรียกว่านายเนี่ย ถือเป็นการริดรอนสิทธิไหม 

     ถามจริงเถอะ ถ้าอั้นเนโกะแม่งอยากให้คนอื่นเรียกตัวเองว่าอั้มเนโกะ แต่มึงไปยัดเยียดความเป็นนายศรัณย์ ฉุยฉายให้เขาเนี่ย มันไม่ริดรอนสิทธิเสรีภาพของเขาหรอ แล้วคือตัวมึงซึ่งเป็นใครก็ไม่รู้ มีอำนาจนิยามเขาเหนือที่เขานิยามตัวเองซะด้วย แล้วคนอย่างพวกคุณเนี่ยเชื่อนิยามที่รัฐมอบให้มากกว่าที่จะเชื่อการนิยามตัวเองหรอ ไอ้เหี้ย ความคิดนี้ตลกฉิบหาย คือมึงถือความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของกระทั่งอำนาจในการนิยามคนอื่น แต่พอเขาอยากจะนิยามตัวเอง มึงบอกว่าเขาริดรอนสิทธิมึง เพี้ยนแล้ว

PRAC. : ใจเย็นๆ ค่ะ สองเฉดแล้ว มีอีกไหมคะ

     ยังมีอีก อันนี้ตลกมาก เรื่องมันเริ่มที่ในดีเบตนี่แหละ มีมิตรสหายท่านหนึ่งส่งลิงค์มาให้ เกี่ยวกับ Cultural Marxism กับต้นกำเนิดของ Political Correctness คือเขาตีความค่อนข้างตรงกับเราตรงช่วงให้ข้อมูล คือเราคิดว่าการสื่อสารมันไม่ควรเป็น free market ที่ใครจะด่าใครก็ได้ มันควรมีจริยศาสตร์เข้ามา frame ข้อตกลงบางอย่างว่าอะไรที่รับได้รับไม่ได้ในกรณีใดๆ เพราะบางทีก็มีสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น เช่นคนร้อยคนรุ่มด่าตุ๊ดว่าอีตุ๊ดจนตุ๊ดร้องไห้อยู่ตรงกลางวง ฯลฯ ทีนี้บทความนั้นเขาก็ตีความว่า PC เนี่ยเกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาตรงนั้น เกิดมาจาก Cultural Marxism ที่ต้องการต่อรองวัฒนธรรมชายขอบกับวัฒนธรรมคนขาวผู้ชายตะวันตก แต่พออ่านมาถึงข้อเสนอแล้วรู้สึกแปลกๆ ว่า เอ๊ะ ตกลงเขียนมาขนาดนี้แล้ว เขาเองก็ไม่เอา PC ด้วยหรอ ก็ไม่ได้เอะใจอะไร ข้ามไป สักพักมีคนมาบอกว่า บทความพวกนั้นถูกคัดมาลงและปรับแต่งโดยผู้ก่อการร้ายขวาจัดคนหนึ่งที่ชื่อ Anders Breivik กับกลุ่ม เป็นชาวนอร์เวย์ที่เคยยิงเยาวชนฝ่ายซ้ายตายไปหลายสิบคน น่าตกใจมาก สรุปก็คือในเฉดนี้ เขาเชื่อว่า PC ในนามของ Cultural Marxism ทำขึ้นมาเพื่อให้วัฒนธรรมอื่นๆ มีอำนาจต่อรองกับวัฒนธรรมผู้ชายคนขาวตะวันตก และถ้าปล่อยเอาไว้นานๆ เข้ามันจะทำลายอารยธรรมของเขาจนหมด เขาก็เลยคิดว่าเขาควรจะถาง PC ออกให้หมด วัฒนธรรมที่เขาอยากอนุรักษ์จะได้แข็งแรงอยู่ตลอดไป ลองเสิร์ช Cultural Marxism meme ดูในกูเกิ้ล มีให้เห็นเข้าใจง่ายดี

PRAC. : เผลอไปอ่านบทความของผู้ก่อการร้ายฝ่ายขวานี่มันตลกตรงไหน

     ตลกตรงที่ เขาน่าจะชอบความคิดของกฤดิกรนะ บทความใน thematter ของกฤดิกรเนี่ยเปิดทางให้วิธีคิดของ Breivik เต็มที่เลย เพราะถ้าไม่มี PC คนขาวแม่งกลับมา dominate แน่นอน Breivik เชื่อแบบนั้น คือแม่งจะกลับมาเหยียดทุกคนได้เต็มที่อย่างที่ต้องการ ตลกหรือยังล่ะ ไอ้เหี้ย ตลกฉิบหาย ตลกที่ฝ่ายซ้ายแนวหน้าของไทยแม่งแท็กทีมกับขวาตกขอบตะวันตกได้ว่ะ เออ

PRAC. : ทั้งสามสี่เฉดนี้พอจะเรียบเรียงได้ไหม

     ไทม์ไลน์มันเป็นแบบนี้ โอ๊ยคนเหยียดกัน กดขี่กันเยอะจังเลย เรามาคิดถึงจริยธรรมใหม่กันเถอะ โอเคเราคิดออกแล้วว่าทำไมคนถึงควรเท่ากัน คนห้ามกดขี่กันนะ ห้ามเหยียดกันนะ พอระบบจริยธรรมมันเปลี่ยน เราคิดว่ามันไม่ควรมีการเหยียด ไม่ควรมีการกดขี่ เราก็มีกฏหมาย มีพีซีตามมาทีหลังที่มาคอยเช็กว่ามีใครมันเหยียดหรือเปล่า ถ้าคนนั้นเหยียด คนนั้นก็ไม่ใสสะอาดในทางจริยธรรมละ ก็ต้องตกจากอำนาจไป (นี่ไงมันถึงเรียกว่า Political Correctness มันเอาไว้ใช้เล่นกับอำนาจ) ทีนี้ปัจจุบันพีซีก็มีปัญหา คือมันตรวจสอบตรวจจับมั่วซั่วไปหมด ไปไกลไปหมด แถมยังใช้แบบเจ้าเล่ห์อีกด้วย ทำให้คนที่ไม่ได้ทำร้ายใครเลยต้องถูกปิดปากหรือถูกทำโทษ นักคิดจำนวนมากก็มองเห็นตรงนี้ว่ามันมีปัญหา บางคนคิดว่ามีปัญหาก็ปล่อยไป บางคนคิดว่ามีปัญหาแล้วต้องแก้ แก้ยังไง โดยการรื้อกลับไปถึงการไม่ต้องมีจริยธรรมแม่งเลยก็มี แก้โดยการพยายามหาวิธีใหม่ก็มี คือคนที่ไม่เห็นด้วยกับ PC เนี่ยไม่แปลกหรอก ปัญหามันเยอะ เราเองก็ไม่เห็นด้วย แต่คนที่ไม่เห็นด้วยกับการห้ามทำร้ายคนอื่นด้วยคำพูดเนี่ย ก็นะไม่รู้ว่าแม่งก้าวหน้าออกมาจากช่วงต้นของไทม์ไลน์ตรงไหน เก่งจังปีนหอคอยงาช้างไปๆ มาๆ เหมือนประยุทธ์เฉ้ย

PRAC. : คิดว่ามีตรงไหนของดีเบตนี้ที่เป็นปัญหา

     ประเด็น PC ควรถูกถอดล็อกออกจากจริยศาสตร์ในตัวเองก่อน เพราะมันเป็นแค่เครื่องตรวจจับที่เปลี่ยนและแปรผันไปตามชุดจริยธรรมอื่นๆ แต่มักจะถูกมองรวมกับเรื่องชาติพันธุ์ เพศ ฯลฯ รวมทั้งถอดล็อกออกจากความรู้สึกเหยียดไม่เหยียดด้วย เพราะเวลาเราแสดงออกอะไรออกไป โดยเฉพาะในที่สาธารณะ มันไม่จำเป็นจะต้องเป็นแบบที่เรารู้สึก แต่ให้กลับมาคุยกันที่ Political Correctness ในฐานะที่มันเป็นเครื่องมือจับผิดเนี่ย มันมีปัญหาอะไรบ้าง ตัวอย่างคืออะไร อะไรทำนองนั้น แล้วพอจะคิดอะไรใหม่ออกไหมว่า หลัง PC แล้วจะใช้อะไร ปัญหาอื่นๆ ก็คือพวกพื้นฐานอ่ะ dualism การมองแยกเป็นสอง เป็นคู่ตรงข้าม ซึ่งมันไม่ได้มีแค่สอง มันมีเป็นล้าน แล้วก็ตรรกะของการโจมตี การป้องกัน ในการสนทนา มันไม่จำเป็นต้องมี นี่เราไม่ได้จะมาสู้กัน คุณยอมรับกันเถอะว่าคุณแม่งรู้สึก เวลามีคนมาแซะ เวลามีคนเถียงชนะ หรือคุณชนะคนอื่น คุณแม่งรู้สึกแน่ๆ และความรู้สึกมีผลต่อบทสนทนาแน่ๆ มันจึงไม่จำเป็นจะต้องไปยั่วยุอะไรตลอดเวลา

PRAC. : แต่มึงก็ยั่วเยอะอยู่นะ

     เออนั่นคือกูผิดไง ถ้าเขาจะมาด่ากูกูก็จะขอโทษ แต่ด้วยความที่ตอนนี้กูกวนตีนฝั่ง non-PC ซะมาก เลยโชคดีหน่อย อันที่จริงกับคนที่มาคุยตรงๆ ก็ไม่ได้กวนตีนอะไรเขาหรอก แต่กับพวก public figure เนี่ย น่ารำคาญ คือมันดังแล้วไม่ทำการบ้านเลย ไม่ respond เลย แถมยังใช้พื้นที่สื่ออีก มันน่าเบื่อ เลยหงุดหงิดใส่หน่อย แต่เขามาเคลมว่ากูทำร้ายจิตใจเขาไม่ได้ เพราะเขา non-PC เขากำลังยักไหล่อยู่ กูก็ด่าไป เขาใจกว้างคงไม่ว่าอะไร

PRAC. : อินหลอ

     อิน คือหงุดหงิดมากับการที่เราต้องมานั่งถูกมองเป็นฝ่ายดีเฟนพีซี หรือบางทีก็ต้องมานั่งดีเฟนพีซีเข้าจริงๆ เพราะข้ออ้างของ non-PC ไทยมันง่อยจริงๆ มันเจ็บปวดนะ กูเป็นคนพูดเรื่องปัญหาของ PC มาสองสามปีแล้วในช่วงที่ฝ่ายซ้ายๆ ไทยนั่งจับผิดคนที่ด่าอีปูโง่ อีปูกะหรี่น่ะ เราวิจารณ์การใช้เครื่องมือ PC ไปโจมตีฝั่งตรงข้ามมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ไม่มีใครสนใจ มาตอนนี้กูต้องมานั่งดีเฟนให้พีซีอีก แบบนี้ล่ะมั้ง ฝั่งก้าวหน้า ประชาธิปไตย บลาบลาบลา มันถึงไม่ไปไหนสักที เน้นตอกย้ำซ้ำๆ ใช้ข้ออ้างเดิมๆ ไม่พอใจก็แซะใส่ หรือหาข้อย้อนแย้งในภาษา เหมือนเถียงกันเล่นๆ มีไหมใครบอกว่า ขอไปทำการบ้านก่อน เดี๋ยวมาเถียงต่อ ไม่เห็นมี ทุกคนแม่งพร้อม สแตนด์บาย แล้วดูผล

PRAC. : มีเซอร์ไพรส์ไหม

     วันก่อนเห็นมีคนแชร์โพสพี่แขกเรื่อง ทำไมเราถึงไม่ควรใช้คำว่าเพศแม่ แล้วเนี่ย คือการใช้เครื่องมือแบบ PC เลย ทีนี้มีเพื่อนเราคอมเม้นว่า ถ้าจะห้ามกันขนาดนี้ก็ไม่ต้องคุยไปเลยมั้ย แล้ววันถัดมาก็เห็นพี่แขกอยู่ฝั่ง non-PC ใช้ argument คล้ายๆ กฤดิกรด้วย อันนี้ตลก ตลกตั้งแต่พี่แขกอยู่ฝั่ง non-PC แล้ว ทีแรกเราคิดว่าพี่แขกเขาเป็นตัวแทนของฝั่ง PC ด้วยซ้ำ เพื่อนส่งข้อความมาว่าพี่แขกพูดเรื่อง PC เราก็คิดว่าเออมาฝั่ง PC แน่ๆ แต่ไม่ใช่ ทั้งที่อันที่จริงเราว่าพี่แขกทำหน้าที่ของ Political Correctness มาตลอด แถมทำได้ดีด้วยนะ เพียงแต่มันต้องมีคนวิพากษ์ซ้ำให้เห็นถึงความละเอียดในกรณีอื่นถึงจะดีขึ้นไปอีก เช่น แล้วถ้าแบบนี้ จะถือว่าผิดไหม ฯลฯ แต่อันนี้ก็งงๆ นิดหน่อย ไม่คิดไว้เลยจริงๆ

PRAC. : คิดว่าจบศึกนี้ใครจะชนะคะ

     คือเรื่องพวกนี้โดยหลักแล้วเราไม่ได้จะหาฮีโร่ที่เป็นผู้ชนะ หัวใจของโลกวิชาการอยู่ที่ข้อเสนอของคุณ contribute อะไรกับหัวข้อนั้นๆ บ้าง แล้วบทสนทนามันจะนำไปสู่การค้นหาค้นพบอะไรต่อไปไหม แต่ดูแล้วก็คงจบแบบแยกย้าย อยู่กูอยู่มึงเหมือนเดิม เอาความหลากหลายมาแปะ จบ แต่ก็ดีนะ คนอ่านหลายคนน่าจะได้คิดมากขึ้นว่าแต่ละกรณีมันมีรายละเอียดมากกว่าจะพูดอะไรเหมาๆ แบบที่นักวิชาการทุกคนเถียงให้เขาดูอยู่ตอนนี้ จบเคสนี้คนอ่านชนะ คนอ่านฉลาดกว่าเยอะ แถมอาจจะหมดศรัทธาในวงการวิชาการเข้าไปอีก ดูแต่ละคนเถียงกันสิ อืม

PRAC. : มีอะไรอยากจะฝาก

     ไม่มี

วริศ ลิขิตอนุสรณ์
บรรณาธิการ Undergrad Rewrite

PRAC.
23 มีนาคม 2017


likepage

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Create a free website or blog at WordPress.com.

Up ↑

%d bloggers like this: