เหยียด The Series#1 : แล้วเราก็จะ เหยียดในเหยียดในเหยียดในเหยียดในเหยียดในเหยียดในเหยียด

ก็ตลกดีเหมือนกัน ที่จู่ๆ กระแสการแอนตี้พีซีในสังคมไทยเกิดเบ่งบานงอกงามดุจเห็ดถอบที่พากันแตกผลิในหน้าฝน เหล่านักคิดนักเขียน “แนวหน้า” ในดินแดนแห่งความสุข (ที่เพิ่งมีคนใช้เพศสภาพล้อเลียนนักกิจกรรมทรานสเจนเดอร์ได้อย่างสบายอกสบายใจอยู่เมื่อไม่กี่ชั่วอึดใจที่แล้ว) ก็พากันตบเท้าป่าวประกาศว่า เจ้า “ความถูกต้องทางการเมือง” (Political Correctness) นี่แหละที่คอยเป็นตัวการปิดปากพวกเขาไม่ให้สามารถ “ถกเถียง” ได้อย่างเสรี ให้ตายสิ! เจ้าพวกพีซีแบบนี้แหละที่ทำให้เราไม่ไปไหน มัวแต่ชี้หน้าปิดปากกันแบบนี้แล้วเขาจะพูดอะไร!

นั่นสิ จะพูดอะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน ความคิดของฉันก็เดาไปเล่นๆ ว่า เขาคงหมายถึงว่าการเหยียดผู้หญิง ดูถูกคนดำ และหยามคนที่มีอัตลักษณ์แตกต่างจากเขาเป็นเสรีภาพที่ควรหวงแหนกระมัง และหากคิดตามตรรกะนี้เขาก็คงไม่สามารถออกมาพูดจาเหยียดคนอื่นๆ อย่างสบายอกสบายใจโดยไม่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้อีกต่อไป นี่หรือคือ “เสรีภาพ” ที่ควรหวงแหน?

และแน่นอนว่ากระแสแอนตี้พีซี (ในดินแดนที่แทบจะไม่มีพีซี) ก็หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ล่าสุดมีบทความชิ้นหนึ่งในเว็บไซต์ The MATTER ที่ฉันอ่านแล้วก็รู้สึกฉงนใจในฐานะคนที่สมาทานแนวคิดพีซีอยู่บ้าง (และอาจอยู่ในขอบเขตคำนิยามของคำว่า “เฟมินาซี” ภายใต้กรอบอันไหลลื่นของคนบางกลุ่ม) ฉันสงสัยว่า พีซีต้องมีอำนาจขนาดไหนกันนะ? นี่ขนาดไม่มี ม.44 อยู่ในมือ พีซีของฉันก็สามารถปิดปากนักคิด นักเขียน ปัญญาชนได้ค่อนประเทศแล้ว!!

ฉันใช้คำว่า “สมาทานพีซีอยู่บ้าง” เพราะพีซีไม่ใช่คำที่ปราศจากปัญหาแบบร้อยเปอร์เซ็น แน่นอนว่า “ปัญหา” ของพีซีมีอยู่ แต่ในขณะเดียวกันแนวคิดที่ว่าคนเราจะก่นเหยียดกันอย่างไรก็ได้นั้นก็เป็น “ปัญหา” เช่นกัน และดูจะเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าอย่างเทียบไม่ติดเลย

เพื่อให้สะดวกต่อการวิพากษ์วิจารณ์ ฉันขอหยิบยกบทความ “เหยียดในเหยียด เหยียดซ้ำหยามซ้อน : ปัญหาของการห้ามเหยียด” ของคุณกฤดิกร วงศ์สว่างพาณิช จากเว็บไซต์ The MATTER และนำประเด็นหลักๆ มาพูดคุยเพื่อขบคิดถึงประเด็นนี้ให้ไกลขึ้น ในฉบับแรกนี้จะขอยกประเด็นที่ฉันคิดว่าเป็นปัญหาก่อน นั่นคือคำว่า “เหยียดในเหยียด” ตามนิยามของคุณกฤดิกร โดยได้เขียนไว้ดังนี้:

“…ถ้าฝั่งพีซีเชื่อว่าคำว่า ‘คนดำ’ เป็นการเหยียด นั่นหมายความว่าฝั่งพีซีก็เหยียดคนดำเช่นเดียวกัน และ ’น่าขยะแขยง’ ไม่น้อยทีเดียว…”

จากประโยคนี้ คุณกฤดิกรกำลังพูดเป็นนัยๆ ว่าเราไม่สามารถรับรู้ถึง “การมีอยู่” ของการเหยียดในสังคมไปพร้อมๆ กับการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมได้ แต่มันเป็นเช่นนั้นจริงหรือ? การจะแก้ปัญหาทุกอย่างย่อมต้องเริ่มต้นจากการรับรู้มันเสียก่อน ถ้าคุณกฤดิกรพูดแบบนี้ เราคงจะต้องปิดหูปิดตา หลอกตัวเองว่าไม่มีการเหยียดใดๆ เลยในสังคม ถึงจะเป็นคนที่ “ไม่น่าขยะแขยง” ในความคิดของคุณกฤดิกรใช่ไหม?

ยกตัวอย่างง่ายๆ ในกรณี ”คนดำ” ตามที่บทความต้นเรื่องยกมาแล้วลองคิดตามก็ได้ค่ะ ในขณะที่เราเห็นว่ามีความรุนแรงเกินกว่าเหตุที่เจ้าหน้าที่รัฐในอเมริกากระทำกับกลุ่มคนผิวสี ในขณะที่อัตราการถูกจับในคดีเกี่ยวกับกัญชาของคนดำมีอัตราสูงกว่าคนขาวถึง 3 เท่า (ทั้งที่อัตราการสูบนั้นแทบจะเท่ากันเสียด้วยซ้ำ) ในขณะที่ความไม่เป็นธรรมและการกดทับคนดำเกิดขึ้นอย่างโจ่งแจ้ง ถ้าเห็นชัดขนาดนี้แล้วยังหลับหูหลับตาได้ว่าการเหยียด “คนดำ” ไม่มีอยู่จริง ฉันคิดว่านี่คง “น่าขยะแขยง” กว่าหลายเท่า

การเห็นอกเห็นใจ (sympathy) และการเป็นผู้ร่วมรู้ร้อนรู้หนาวไปกับกลุ่มคนชายขอบที่โดนกดขี่ และพยายามหาทางออกร่วมกันนั้นไม่ใช่เรื่องที่น่าขยะแขยงอะไรเลย การออกมาป่าวประกาศให้คนเฮโลกันไปเหยียดใครหน้าไหนก็ได้ต่างหาก ที่น่าขยะแขยงกว่าเยอะ ถ้าจะถามว่าวรรคไหนที่ฉันอ่านบทความฉบับนั้นแล้วฉันรู้สึกขนลุกขนพองมากที่สุด ก็คือวรรคที่คุณบอกให้คน “เหยียดกันอย่างเท่าเทียม” โดยเอาชิเช็คมาอ้างนี่แหละ

คำถามคือ “การเหยียดกันอย่างเท่าเทียม” นั้นคือ “ความเท่าเทียม” จริงๆ หรือ?

หากเรามองแบบผิวเผินตามวาทะกรรม “เหยียดมาเหยียดกลับ ไม่โกง” ก็อาจดูเป็นคอนเซปท์ที่เข้าท่า – คุณเหยียดมา ฉันก็เหยียดกลับ แฟร์ดี – อย่างไรก็ตาม การกล่าวเช่นนี้ไม่ได้คำนึงถึงคนชายขอบที่โดนเหยียดซ้ำซ้อน โดนคนอื่นๆ ที่มี “ต้นทุน” ทางสังคมสูงกว่าก่นเหยียด (เช่น ทรานส์เจนเดอร์ผิวสี vs คนขาวที่รวยกว่าและมีการศึกษาสูงกว่า) การ “เหยียดกันอย่างเท่าเทียม” จึงเป็นเรื่องของคนที่ถือไพ่เหนือกว่าทางสังคมอยู่แล้ว และเป็นการพูดอย่างมักง่าย ที่ไม่นำไปสู่การถกเถียงอันมีประโยชน์ใดๆ (สุดท้ายแล้วคนก็ยังเหยียดกันเหมือนเดิม) ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นการผลักภาระให้ฝ่ายที่โดนก่นเหยียดอยู่แล้วให้ “ยักไหล่” หรือไม่ก็เข้มแข็งพอที่จะ ”เหยียดกลับ” ทั้งที่จริงๆ แล้ว ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถจะทำเช่นนั้นได้ เพราะแต่ละคนก็มี “บริบท” เป็นของตัวเองกันทั้งนั้น

วาทะกรรมการ “เหยียดอย่างเท่าเทียม” จึงไม่ได้เท่าเทียมกันตั้งแต่ต้น เพราะทุกคนไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะเป็นเป้าให้ถูกเหยียด “อย่างเท่าเทียมกัน” ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

ถ้าเราคิดจะเรียกร้องความยุติธรรมด้วยการเหยียดกลับ สุดท้ายแล้วเราก็จะ… เหยียดในเหยียดในเหยียดในเหยียดในเหยียดในเหยียด ฯลฯ กันอย่างไม่จบสิ้น.

_______________________________________________

1 Wongsawangpanich, K. (2017). เหยียดในเหยียด เหยียดซ้ำหยามซ้อน : ปัญหาของการห้ามเหยียด. The MATTER, [online] Available at: https://thematter.co/thinkers/pc-problems/20600

2 Schilling, D. (2014). Black People Are More Likely to Be Arrested for Weed Possession Than White People. VICE, [online] Available at: https://www.vice.com/en_ca/article/black-people-are-more-likely-to-be-arrested-for-marijuana-possession-than-white-people-twir

ณัฐนันท์ วรินทรเวช
24 มีนาคม 2017


likepage

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Create a free website or blog at WordPress.com.

Up ↑

%d bloggers like this: