ด้วยรักและ Fuck You: ว่าด้วยความรักในปัญญาและเสรีภาพในการแสดงออก

          โดย ณัฐนันท์ วรินทรเวช (ลงครั้งแรกในวารสาร Vice Versa ฉบับที่สอง, ปี 2017)

          นับเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเสรีภาพในการแสดงออก (Freedom of Expression) คือหัวใจหลักของแวดวงวิชาการนับตั้งแต่จุดเริ่มแรก คำถามสำคัญหลายประเด็นถกตั้งขึ้นเพื่อถกเถียง คัดค้าน โต้แย้ง และหาคำตอบอันซึ่งจะนำไปสู่ข้อตกลงร่วม (consensus) ของทั้งสองฝ่าย เราถกเถียงเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการปะทะกันในพื้นที่อื่น หรือถ้าเปรียบเทียบอย่างคร่าวๆ แล้ว มหาวิทยาลัยอาจเทียบได้กับสนามรบทางปัญญา ซึ่งมาแทนที่ความรุนแรงเชิงกายภาพด้วยการปะทะกันของแนวคิด เสรีภาพทางปัญญาและการแสดงออกจึงทำให้มนุษย์ในปัจจุบันวางมีด ดาบ ปืน และหันมาจับปากกาเชือดเฉือนคมความคิดในโลกวิชาการแทนการห้ำหั่นด้วยอาวุธด้วยความมืดบอดดังเช่นในอดีต

          ทว่าข้อถกเถียงเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออกและฟรีสปีชก็ยังคงมีอยู่ –เช่นเดียวกับอีกหลายเรื่องที่สังคมยังคงหาข้อตกลงร่วมไม่ได้ – คำหยาบถือเป็นฟรีสปีชหรือไม่? เรามีสิทธิ์พูด “ฟัคยู” บนหน้าไทม์ไลน์เฟซบุ๊คของเราไหม? ความถูกต้องทางการเมืองและอุดมการณ์ฝ่ายซ้ายกำลังทำลายฟรีสปีชหรือเปล่า? คำถามเหล่านี้และประเด็นสืบเนื่องอีกมากมายถูกจุดขึ้นหลังจากประเด็นดราม่าของอาจารย์ปรัชญาชื่อดังแห่งมหาวิทยาลัยเยล เจสัน สแตนลีย์ ซึ่งเขียนสบถคำหยาบในโพสต์เกี่ยวกับข้อเสนอในที่ประชุมวิชาการ The Society of Christian Philosophers’ regional conference ของริชาร์ด สวินเบิร์น ซึ่งนำเสนอมุมมองว่า การที่คนรักเพศเดียวกันมีลูกไม่ได้ ถือเป็นความพิการรูปแบบหนึ่ง (ในที่นี้จะละประเด็นข้อถกเถียงเกี่ยวกับข้อเสนอของ อ.สวินเบิร์นไว้ และกล่าวถึงประเด็นของ อ.สแตนลีย์เป็นหลัก) ไม่นานหลังจากสแตนลีย์โพสต์ลงบนไทม์ไลน์ของเพื่อน ข้อเขียนนั้นถูกนำไปเผยแพร่ในวงกว้างและเรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึง “การด่วนตัดสินอย่างไร้สติ” “ภาษาอันหยาบกระด้าง” และ “ความไม่สมประกอบ” ที่ถูกถ่ายทอดผ่านถ้อยคำของสแตนลีย์

          ดราม่าของอาจารย์สแตนลีย์ยังคงดำเนินต่อไป ดูเผินๆ แล้วการตามอ่านข้อพิพาท การโต้แย้ง หรือแม้แต่การออกแถลงการณ์ในประเด็นนี้ ก็ดูเหมือนกับว่าจะเป็นเพียงการตามข่าวซุบซิบคนดังเพื่อฆ่าเวลายามว่างเท่านั้น ทว่าข้อสังเกตหลายอย่างจากการดีเบตก็ควรค่าแก่การนำมาขบคิดต่อ และอาจทำให้เราได้ค้นพบบางอย่างในอีกฟากฝั่งที่ข้ามพ้นเส้นเขตแดนของดราม่าอันไม่จบไม่สิ้นในสังคมมนุษย์ยุคไซเบอร์

          อย่างแรกสุด มีคำถามหนึ่งวาบขึ้นมาแทบจะทันทีที่เห็นข่าว ฉันนึกสงสัยตามประสาคนที่เติบโตมากับอินเตอร์เน็ต เหล่าโทรล และการสบถหยาบคายว่า “ทำไมอาจารย์ปรัชญาจะพูดฟัคยูลงเฟซตัวเองไม่ได้ (วะ)?”  หากจะลองหยิบยกจุดประสงค์มาพิเคราะห์ดูก็จะเห็นว่า คำหยาบไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อดูถูกดูแคลนเพียงอย่างเดียว  คำว่า“เหี้ย”อาจถูกหยิบยกมาใช้เพื่อสื่อถึงอารมณ์ที่ผู้พูดรู้สึกต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างเข้มข้น และเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้ฟังมากกว่าจะเป็นการด่าก็ได้ (นึกง่ายๆ ว่า เราไม่ได้กล่าวประโยค “เรื่องนี้แม่งน่าสนใจเหี้ยๆ” เพื่อที่จะบอกว่าเรื่องนี้ “เหี้ย” ถูกไหม?) ดังนั้นคำหยาบอาจมีนัยยะอยู่นอกเหนือความหมายตามตัวอักษรซึ่งเป็นไปในเชิงลบของคำนั้นก็ได้ (Jay, 2009a; Pinker, 2007)

          หรือแม้จะเป็นการผรุสวาทที่มีความหมายทางตรง ความอันตรายของคำหยาบก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกสรรคำเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับบริบทที่มันถูกหยิบยกขึ้นมาใช้ด้วย (Jay, 2009b)  (นึกภาพว่า ต่อให้เพื่อนสนิทพ่นสัตว์โลกน่ารักออกมาทั้งฝูงคุณก็คงไม่โกรธ) “ดังนั้นวลีของสแตนลีย์ที่เป็นเพียงการคุยเล่นกับเพื่อนฝูง จึงไม่ได้ทำอันตราย ข่มขู่ให้ร้าย หรือบังคับให้เสียงของใครต้องเงียบลงเลยในบริบทนี้ และอาจถือได้ว่าเป็นการใช้คำหยาบโดยไม่ขัดต่อหลักฟรีสปีชแต่อย่างใด ทว่าก็มีบางประเด็นที่น่าจะนำมาคิดต่อ นั่นคือจริยศาสตร์ของการนินทาและหลักการของฟรีสปีช ซึ่งฉันจะขอเกริ่นเรื่องต่ออีกสักนิด จะได้ถกหลักการแบบมีรสชาติ และไม่น่าเบื่อเกินไปนัก (ใครๆ ก็ชอบเสพดราม่าทั้งนั่นแหละ!)

          กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับสแตนลีย์ก็เสนอว่า การสบถหยาบคายของเขาแสดงถึงความไม่อดทนต่อความเห็นที่หลากหลาย ถือเป็นการคุกคามเสรีภาพในการแสดงออกของผู้อื่น และเป็นตัวอย่างของการอ้างความเหนือกว่าทางคุณธรรมที่อาจารย์มหา’ลัยฝ่ายซ้ายพยายามใช้เพื่อขับไล่คนคิดต่างให้เป็นชายขอบ ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักการของความอดทนอดกลั้น (tolerance) ที่นักวิชาการฝ่ายซ้ายเช่นสแตนลีย์อ้างว่าพยายามผลักดันมาโดยตลอด

          แต่หากมองจากมุมของสแตนลีย์ที่เขียนความคิดเห็นในพื้นที่(เสมือน) ส่วนตัว ซึ่งตั้งค่าให้เฉพาะ “เพื่อน” ในเฟรนด์ลิสต์เห็นเท่านั้น จะเห็นได้ว่า ผู้ส่งสารไม่ได้มีเจตนาในการคุกคามผู้แสดงความคิดเห็น เนื่องจาก “สาร” นั้นไม่มีทางที่จะไปถึงสวินเบิร์นเลย (ถ้าไม่ได้ถูกแคปหน้าจอไปประจานเสียก่อน) ดังนั้นประเด็นเรื่องการทำให้คนคิดต่างเป็นชายขอบ (marginalize) จึงควรถูกปัดตกไป และเมื่อไม่มีการ marginalize ตั้งแต่แรก ประเด็นของความ(ไม่)อดทนอดกลั้นก็ดูจะอ้างไม่ขึ้นนัก

          และหากฟังความเพิ่มเติมจากแถลงการณ์ของสแตนลีย์ จะทราบว่าประโยคนั้นถูกกล่าวขึ้นเพื่อให้กำลังใจเพื่อนร่วมงานที่เป็นเกย์และถูกกลั่นแกล้ง คำสบถในบริบทนี้จึงมีความหมายไปในเชิง “ช่างแม่งเถอะ” มากกว่าจะเป็นการสาปแช่งและปิดกั้นเสรีภาพทางความคิดของสวินเบิร์น  มันจึงเป็น “Fuck those assholes” ที่ไม่ได้ “Fuck” ตัวบุคคล แต่เป็นไปเพื่อให้กำลังใจ และแสดงความรู้ร้อนรู้หนาว (Solidarity) ต่อความไม่เป็นธรรมที่กลุ่มเกย์ในแวดวงวิชาการกำลังได้รับ ความโกรธขึ้งที่ถูกถ่ายทอดด้วยคำหยาบเพื่อแสดงความเห็นอกเห็นใจ จึงควรถูกพิจารณาอย่างถี่ถ้วนมากกว่าที่จะด่วนตัดสินจากความหยาบโดยผิวเผินของตัวมันเอง เนื่องจากคำหยาบอาจถูกนำมาใช้ทำลายข้อห้ามของสังคม เพื่อสร้างความเป็นกันเองและสัญญะของความเป็นกลุ่มก้อน (ในที่นี้คือความเป็นกลุ่มก้อนระหว่างสแตนลีย์และเพื่อนเกย์) ได้ด้วย (Pinker, 2007)

          มาถึงจุดนี้ก็ได้เวลาหยิบยกประเด็น “จริยศาสตร์ของการนินทา” ที่ได้ทดไว้ในช่วงต้นของบทความมาถกกันต่ออีกทอดหนึ่ง เพราะแน่นอนว่าหากมองจากมุมหนึ่ง การกระทำของสแตนลีย์ก็จะไม่ต่างอะไรกับการนินทาอย่างดาดๆ เลย ซึ่งถ้ามองจาก “คติ” หรือ พาราไดม์ (Paradigm) ของคนทั่วไป การนินทาก็ไม่ใช่เรื่องที่ดูดีสักเท่าไหร่ และแน่นอนว่าคงเป็นสิ่งที่ไม่คู่ควรกับตำแหน่งอันสูงส่งอย่าง “นักปรัชญา” เลย หากมองจากมุมของนักวิชาการฝ่ายขวา

          เขียนไปเขียนมาก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองก็กำลังนินทาชาวบ้านเขาอยู่เหมือนกัน ดังนั้นเลยถือโอกาสนี้มาดีเฟนด์การนินทาชาวบ้านของตัวเองสักหน่อย แต่จะพูดแก้เกี้ยวเองก็ดูเหมือนจะเป็นการหาข้ออ้างอย่างเก้อๆ ไปสักนิด โชคดีที่มีนักวิชาการคนดังจาก University of San Diego ได้เขียนเปเปอร์เรื่องนี้ไว้อย่างพอดิบพอดี

          Lawrence M. Hinman ได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า อันที่จริงแล้วการนินทานั้นสามารถเป็นที่ยอมรับได้ในทางจริยธรรม (และอาจเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำในบางกรณี) การนินทาไม่จำเป็นต้องมุ่งไปที่บุคคลที่ถูกพาดพิงเป็นหลัก และในทางกลับกัน การนินทาเป็นการสื่อสารและยืนยันทรรศนะของผู้พูดเสียมากกว่า แน่นอนว่าการนินทาไม่ได้ปราศจากมลทิน และการระแวดระวังเกี่ยวกับบริบทของการนินทาเป็นสิ่งจำเป็น ทว่าในกรณีของสแตนลีย์นั้น หากยกประเด็นของความรู้ร้อนรู้หนาว (solidarity) ที่ได้อธิบายไว้ก่อนหน้านี้มาประกอบกันก็จะเห็นได้ว่า จุดประสงค์ของ “การนินทา” ในครั้งนี้เป็นไปเพื่อการยืนยันทรรศนะและสร้างความเป็นกลุ่มก้อน มากกว่าที่จะมุ่งคุกคามตัวบุคคลที่ถูกกล่าวถึง

          อย่างไรก็ตาม หากจะไล่ต้อนสแตนลีย์ให้จนมุม เราอาจตั้งคำถามต่อพฤติกรรมของสแตนลีย์ได้อีกว่า แม้คำสบถนั้นจะมีเป้าประสงค์ในการแสดงความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น หรือไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยต่อใครในบริบทนั้น แต่การแสดงความโกรธขึ้งออกมาผ่านทางคำหยาบคายเป็นสิ่งที่ควรทำหรือไม่? ประเด็นหลังถูกยกมาโดยกลุ่มนักวิชาการฝ่ายขวารวมถึงสวินเบิร์น ซึ่งตั้งคำถามกับการใช้คำหยาบสแตนลีย์ว่า “ผมจะให้ผู้อ่านเป็นคนตัดสินใจว่า นี่เป็นการตอบโต้ที่เหมาะสมจากนักปรัชญาหรือไม่”อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องความเหมาะสมนั้นเป็นนามธรรม และขึ้นอยู่กับการตัดสินของปัจเจก ดังนั้นหากย้อนแนวคิดกลับไป คำถามอาจกลายเป็น “การนำเรื่องวิธีการใช้ภาษาโจมตีตัวบุคคล (โดยไม่คำนึงถึงบริบท) เป็นเรื่องเหมาะสมหรือไม่?” แทน

          ประเด็นต่อมาที่น่าตั้งคำถามคือ การเสียบประจานคนที่สบถคำหยาบในพื้นที่ส่วนตัวบนโลกออนไลน์ ถือเป็นการละเมิด เสรีภาพในการแสดงออกหรือไม่? การนำข้อความที่ถูกเจาะจงให้ผู้รับสารเพียงกลุ่มเดียวไปเผยแพร่ต่อสาธารณชนเพื่อเสียบประจาน อาจไม่ต่างอะไรกับการทำตัวเป็นตำรวจความคิดที่คอยควบคุมไม่ให้ประชาชนแสดงออกอย่างนอกลู่นอกทาง และนี่เป็นเรื่องที่ร้ายแรงกว่าการทำให้คนคิดต่างกลายเป็นชายขอบที่ฝ่ายขวาพยายามกล่าวหาสแตนลีย์เสียอีก – กล่าวคือ สิ่งที่ฝ่ายขวาทำไม่ใช่เพียงการทำให้คน ‘คิดต่าง’ กลายเป็นชายขอบเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำให้คนที่ ‘พูดต่าง’ ไม่มีที่ยืนในสังคมด้วยบรรทัดฐานอันคับแคบของคำว่าความเหมาะสม (แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การวิพากษ์คำสบถทั่วๆ ไปไม่สามารถนำมาเทียบได้ และไม่ควรนำมาปนกับคอนเซปท์ของ political correctness)

          หลักการที่เป็นหัวใจหลักและทำให้ฟรีสปีชยังคงอยู่ได้คือ “การทำลายล้างตัวเอง” นั่นหมายความว่า หากมีความคิดเห็นหรือทรรศนะที่เป็นอันตรายเกิดขึ้นจากเสรีภาพในการแสดงออกของคนบางกลุ่ม ก็จะมีคนอีกกลุ่มหนึ่งใช้เสรีภาพในการแสดงออกของตนเพื่อหักล้างทรรศนะเหล่านั้น ไม่เช่นนั้นแล้วระบบฟรีสปีชก็อาจล้มครืนไปก็ได้ (ลองนึกภาพถึงคนที่ใช้เสรีภาพของตัวเองเพื่อรณรงค์การเซ็นเซอร์การวิพากษ์วิจารณ์ หรืออะไรทำนองนั้น) ในท้ายที่สุดแล้ว ระบบก็จะสามารถจัดการตัวเองด้วยการสร้างสรรค์และหักล้างกันอย่างต่อเนื่องของวาทกรรมต่างๆ ดังนั้นการโต้ตอบที่ดีของฝ่ายขวาจึงไม่ใช่การวิจารณ์เรื่องส่วนตัว (เช่นการเม้าท์กับกลุ่มเพื่อนของสแตนลีย์) แต่ควรมุ่งไปที่ข้อเสนอหลักของสแตนลีย์ และรวมถึงฝ่ายซ้ายคนอื่นๆ ด้วย เมื่อกล่าวถึงจุดนี้ เราก็สามารถเชื่อมโยงไปถึงคอนเซปท์ “การปะทะกันทางวัฒนธรรม” (cultural war) ที่สแตนลีย์ใช้มองดราม่าของตนเองได้ด้วย

          แม้ว่าฟรีสปีชจะยังคงอยู่รอดปลอดภัยและทำงานได้โดยปกติ แต่คำนี้มักจะถูกหยิบยกมาโจมตีและทิ่มแทงฝ่ายซ้ายอยู่เสมอ (ดูไปก็เหมือนตลกร้าย เพราะกลุ่มที่ออกมาเรียกร้องฟรีสปีชก็คือพวกหัวก้าวหน้าฝ่ายซ้ายที่โดนด่านี่แหละ!) หากเราจะลองค้น แงะ แกะ เกา ปัญหามายาคติเรื้อรังเกี่ยวกับเรื่องนี้เพื่อไปให้ไกลกว่าประเด็นดราม่า ก็ดูจะไม่เป็นการเสียเวลาจนเกินไปนัก

          การอ้างเรื่องฟรีสปีชเพื่อโจมตีฝ่ายซ้ายและความถูกต้องทางการเมือง (political correctness) ไม่ใช่เรื่องใหม่ สแตนลีย์เคยวิพากษ์ประเด็นนี้อย่างน่าสนใจในบทความ “ตรรกะวิบัติของฟรีสปีช” (The Free-Speech Fallacy) โดยได้ตั้งคำถามอย่างชวนคิดไว้ว่า หากเขาพยายามเสนอว่าสังคมไม่ควรแสดงความเห็นเหยียดผิว นั่นแปลว่าเขากำลังละเมิดสิทธิ์ในการแสดงออกของผู้อื่นหรือเปล่า? และถ้าเขาแนะนำนักเรียนและชี้ให้เห็นข้อผิดพลาด ห้องเลคเชอร์ของเขาจะกลายเป็นแหล่งบ่มเพาะ “ความไม่เป็นเสรีนิยม” หรือเปล่า?

          การที่เรากล่าวว่าการแสดงออกถึงทรรศนะบางจำพวกเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง (เช่นทรรศนะเหยียดเพศ เหยียดสีผิว เหยียดคนชายขอบ) ไม่ได้เป็นการปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น หรือปิดปากคนเห็นต่าง ในทางตรงข้าม การตั้งคำถามถึงทรรศนะเหยียดเพศ เหยียดผิว และการผลักดันคอนเซ็ปต์ของความถูกต้องทางการเมือง เป็นการเปิดพื้นที่สำหรับการถกเถียงว่าด้วยการสร้างสังคมที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน เพื่อให้เราสามารถแสดงออกถึงความคิดเห็นของตนเองได้ ไม่ว่าเราจะเป็นคนดำ คนขาว ผู้ชาย ผู้หญิง เกย์ กะเทย ทอม ดี้ โดยที่ไม่ถูกความรุนแรงทางวาจาผลักออกไปจากเวทีเสียก่อน ดังนั้นความถูกต้องทางการเมืองจึงเป็นตัวละครหลักที่ช่วยค้ำจุนฟรีสปีชให้เติบโตและครอบคลุมถึงทุกๆ คนในสังคม และไม่ใช่การกดทับเสรีภาพอย่างที่ถูกกล่าวอ้าง

          หากพิจารณาจากบริบท และผลกระทบเป็นปัจจัยหลัก การโจมตีเรื่องอัตลักษณ์ (เช่นการล้อเลียนคนดำและเกย์) เป็นอันตรายมากกว่าการที่อาจารย์ปรัชญาธรรมดาๆ คนหนึ่งสบถ “ฟัคยู” บนหน้าเฟซบุ๊คของตัวเองอย่างเทียบไม่ติด การที่ฝ่ายขวามักอ้างฟรีสปีชเพื่อใช้อภิสิทธิ์ของตนเองโจมตีอัตลักษณ์ ลดทอนคุณค่า ลดความชอบธรรม และกลบล้างเสียงของตัวละครอื่นๆ ในเวทีการเมือง (เช่นการกล่าวว่าเกย์คือความพิการประเภทหนึ่ง) แต่กลับตีโพยตีพายเมื่อเห็นคำว่า “ฟัคยู” บนหน้าเฟซบุ๊คของอีกฝั่ง จึงไม่ได้แสดงให้เห็นอะไรเลยนอกจากความไม่อยู่กับร่องกับรอย ความไร้มาตรฐาน และการใช้ฟรีสปีชเป็นข้ออ้างในการทำให้เสียงของตนเองดังกว่าเสียงของคนอื่นๆ

          มองไปที่กรณีของอเมริกา เราจะเห็นว่ากลุ่มคนที่ชอบอ้างฟรีสปีชแต่กลับต่อต้าน political correctness จะถูกครอบงำไปด้วยกลุ่ม “ชายแท้ผิวขาว” (white cisgender male) ซึ่งเป็นชนชั้นที่อยู่ในตำแหน่งที่สามารถจะไม่รู้สึกรู้สากับการเมืองเรื่องอัตลักษณ์ (identity politics) ได้ เพราะคนกลุ่มนี้มักจะได้ประโยชน์จากความเป็น “ชายแท้ผิวขาว” ของตนเองโดยเคยชินจนมองข้ามการกดทับที่คนกลุ่มอื่นๆ ต้องเผชิญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน  หากเราลองย้อนกลับมามองที่เมืองไทยอันเป็นที่รักของเราบ้าง คุณอาจไม่เชื่อถ้ามีคนบอกว่า “ประเทศเราก็มี ชายแท้ผิวขาวว่ะ” แต่ฉันกำลังจะบอกคุณเช่นนั้น – ใช่ค่ะ ประเทศเราก็มี white cisgender male (นะเว้ย)

          คุณตบเข่าดังฉาดและร้องอุทาน “อ้าว! ก็ประเทศเรามีแต่คนไทย ฝรั่งคนขาวมันก็มีแค่นักท่องเที่ยวกับเอกซ์แพต (expatriate) ไม่กี่คน แล้วมันจะมาเกี่ยวอะไรกับดราม่าพีซี วินโดว์ แมค ของเมืองไทยได้ยังไง?” – นั่นล่ะ คุณมาถูกทางแล้วค่ะ ชาวแอนตี้พีซีเมืองไทยนี่แหละที่เป็น “อภิสิทธิ์ชนชายแท้ผิวขาว” ของแท้ – แน่นอนว่าฉันคงไม่ไปเถียงคุณเรื่องพันธุศาสตร์ เพราะชาวแอนตี้พีซี ซึ่งเป็นลิเบอรัลแบบไทยๆ ซ้ายแบบไทยๆ ก็คงไม่ไปมีเชื้อสายคอเคซอยด์ตาน้ำข้าวอะไรกับเขา แต่หากมองไปในเชิงพฤติกรรมและความสัมพันธ์เชิงอำนาจ เราจะเห็นความคล้ายคลึงหลายอย่างเนื่องจากชาวแอนตี้พีซีของไทยก็เต็มไปด้วยชนชั้นกลางที่มีการศึกษาในกรุงเทพหรือหัวเมืองใหญ่ มนุษย์กลุ่มนี้มักจะไม่เข้าใจเวลาที่มีคนไปเตือนว่า การล้อคนดำ หรือการพูดคำว่า “นาย” นำหน้าชื่อของหญิงข้ามเพศซ้ำๆ เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ (เช่นในกรณีของคุณอั้ม เนโกะ) แต่ในขณะเดียวกันก็เอาแต่ท่องหลักการ “เสมอภาค เสรีภาพ ภราดรภาพ” อย่างนกแก้วนกขุนทอง  ฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจนักว่า สรุปแล้วที่เขาบอกว่า “คนเท่ากัน” น่ะ มันคนไหน กลุ่มไหน แล้วเขานับเกย์ กะเทย คนดำ และผู้หญิงที่สนับสนุนการมีอยู่ของพีซีอย่างฉันด้วยหรือเปล่า?

          ดราม่าสแตนลีย์และพีซีก็ยังคงดำเนินอยู่ต่อไป ฟรีสปีชก็ยังถูกถกเถียงและท้าทายต่อไปตามธรรมชาติของมัน แต่สุดท้ายแล้ว การรักในปัญญาและการถกเถียงจึงควรเป็นการเปิดพื้นที่ที่ ‘ปลอดภัย’ สำหรับทุกคน ไม่ใช่การปล่อยให้อภิสิทธิ์ชนเพียงบางกลุ่มอ้างฟรีสปีชกล่าวโจมตีคนอื่นๆ ที่เหลือในสังคม โดยไม่ได้สนใจเอาเสียเลยว่า คำพูดของตนเองไปปิดปากและกีดกันชาวบ้านชาวช่องออกจากการถกเถียงไปเท่าไหร่แล้ว

ด้วยรัก และ Fuck You,

ณัฐนันท์.

Further Reads:

 


likepage

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Blog at WordPress.com.

Up ↑

%d bloggers like this: